ระบบปฏิบัติการสำหรับการโค้ช

 

ในอดีตเมื่อพูดถึงการพัฒนาบุคลากร ผู้คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแต่ “การฝึกอบรม” (Training) ดีขึ้นมาหน่อยก็อาจพูดถึงการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเลคโทรนิค (E-Learning) ส่วนคนที่ทำงานด้านนี้โดยตรง อาจเชื่อว่าการพัฒนาที่ได้ผลคือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Learning by Doing) 

แต่ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าแนวทางที่กำลังมาแรงและได้รับการพูดถึงมากที่สุดคือ “การโค้ช” (Coaching) ไม่ว่าจะเป็นการ “จ้าง” โค้ชจากภายนอกหรือ “สร้าง” โค้ชจากภายในก็ตาม

เดี๋ยวนี้แม้แต่ดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกร หมอ นักบิน ฯลฯ ก็ผันตัวเองมาเป็น “โค้ช” กันเยอะแยะ

เมื่อเช้าตอนเขียนต้นฉบับ ลอง Search เล่นๆ ใน Facebook ด้วยคำว่า “โค้ช” ... เชื่อไหม มีคนใช้คำนำหน้าว่า โค้ช... เป็นร้อย !!!

ในต่างประเทศมีสถาบันที่พัฒนาโค้ชอย่างเต็มรูปแบบเกิดขึ้นมากมาย​ โค้ชกลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำเงินเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนในประเทศไทยเริ่มมี “โรงเรียนโค้ช” ให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

ศาสตร์แห่งการโค้ช ถูกศึกษา ค้นคว้าและได้รับการพัฒนาจนก้าวหน้าไปมาก แม้คำว่า “โค้ช” จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการบริหารจัดการ แต่ต้องยอมรับว่าคนที่เข้าใจการโค้ชจริงๆ อย่างลึกซึ้ง อาจมีไม่มากนัก

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสไปบรรยายเรื่อง “การสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร” เลยได้พูดถึงหลักการ (Principle) ที่ถูกนำมาใช้ในการโค้ช ซึ่งผมเรียกเองเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “ระบบปฎิบัติการสำหรับการโค้ช” (Coaching Operating System) ปรากฏว่า มีผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก

วันนี้จึงขอหยิบบางส่วนมาเล่าให้ฟัง

ขอเริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าระบบคอมพิวเตอร์มี ส่วนที่เป็นเครื่องเรียกว่า Hardware และส่วนที่เป็นโปรแกรมเรียกว่า Software โดยมีระบบปฏิบัติการ เช่น Android, iOS หรือ Windows เป็นต้น ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเครื่องกับโปรแกรมเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ในด้านการโค้ช “ระบบปฏิบัติการ” ก็ทำหน้าที่คล้ายกันคือ เชื่อมโยงโค้ชกับผู้ได้รับการโค้ชเข้าด้วยกัน เพื่อให้การโค้ชบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ระบบปฏิบัติการสำหรับการโค้ช (Coaching Operating System) ที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในประเทศไทย มีอยู่ 3 อย่าง ประกอบไปด้วย

1) NLP (Neuro-Linguistic Programming) 

เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจระบบการทำงานของสมองและเรียนรู้วิธีการสื่อสารกับจิตใต้สำนึกเพื่อที่จะค้นหาข้อมูลบางอย่างที่กำหนดความเป็นตัวตนของเราทุกวันนี้ 

แนวคิดเรื่อง NLP เชื่อว่าการที่เราเป็นเราทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้น ณ จุดใดจุดหนึ่งในอดีตและสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นได้เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตและมุมมอง ของเราในวันนี้ 

ตัวอย่างเช่น คนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ศาสตร์ทาง NLP เชื่อว่าคนๆ นั้นไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความไม่มั่นใจในตัวเอง  แต่ประสบการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา มีส่วนทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง

โค้ชที่ใช้ระบบปฏิบัติการ NLP จะพาผู้ได้รับการโค้ชกลับไปหาจุดๆ นั้นในอดีตซึ่งเรียก “จุดที่กำหนดความเป็นเรา” (Defining Moment) จากนั้น จึงทำการสื่อสารกับจิตใต้สำนึกเพื่อปรับเปลี่ยนความคิด ความเชื่อและมุมมองใหม่ คล้ายๆ กับการเข้าไปแก้ไขและเขียนโปรแกรมใหม่ในสมองให้ถูกต้องตามทิศทางที่ต้องการ โดยเชื่อว่าหากโปรแกรมถูกเขียนอย่างถูกต้อง ชีวิตของเราก็จะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องด้วย

โค้ชด้านชีวิต (Life Coach) ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ค่อนข้างมาก

 

2) NRS (Neuro-Science) 

บางสำนักเรียก Brain-Based Approach คือ การทำความเข้าใจว่าสมองของคนเรา อันที่จริงไม่ได้มี 2 ส่วนคือ “ซีกซ้าย” และ “ซีกขวา” อย่างที่เคยเรียนมา 

แต่...สมอง ของคนเรามี 4 ด้านคือมี “สมองส่วนหน้า” และ “สมองส่วนหลัง” ด้วย โดยสมองส่วนหน้าทำหน้าที่ “คิด” มีเนื้อที่น้อยและกินพลังงานมาก ส่วนสมองด้านหลังมีขนาดใหญ่กว่าทำหน้าที่ “จำ” และ “ตอบโต้” (React) เป็นสมองส่วนที่ควบคุมการใช้สัญชาตญาณและอารมณ์ของคน 

แนวคิดนี้เชื่อว่าการใช้ชีวิตของคนเราส่วนใหญ่ในแต่ละวัน อยู่บนความเคยชินจากสมองส่วนหลังมากกว่าการคิดวิเคราะห์จากสมองส่วนหน้า เช่น การแปรงฟัน กินข้าว ขับรถกลับบ้าน ฯลฯ เราใช้ “ความเคยชิน” มากกว่า “ความคิด” 

ในการทำงานก็ไม่ต่างกัน ลองสังเกตุพฤติกรรมของคนทำงานดู จะพบว่า คนที่ส่งงานไม่ตรงเวลา ก็จะส่งงานไม่ตรงเวลาอยู่เสมอ คนที่มาทำงานสาย ก็จะมาทำงานสายเสมอ คนที่ขยันและทำงานละเอียด ก็จะขยันและทำงานละเอียดเสมอ ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้เกิดมาจากความเคยชินแบบ Reactive ซึ่งถูกควบคุมโดยสมองส่วนหลัง มากกว่า “ความคิด” ที่มาจากสมองส่วนหน้า !

 

ดังนั้น โค้ชที่ระบบปฏิบัติการ NRS จึงเชื่อว่าวิธีคิด มุมมองและพฤติกรรมของคนเรา ส่วนใหญ่ทำเพราะความเคยชิน ปัญหาหลายอย่างที่แก้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเจ้าของปัญหาไม่มีปัญญาแก้ไข  แต่เป็นเพราะเจ้าของปัญหาใช้กรอบความคิดเดิมๆ ในการมองปัญหาและใช้พฤติกรรมเดิมๆ ในการแก้ไข ... จึงไม่สำเร็จ !

โค้ชจะทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ได้รับการโค้ชคิดใหม่มองใหม่ โดยใช้สมองส่วนหน้าให้มากขึ้น ผ่านการตั้งคำถามที่กระตุ้นให้คิดและชวนให้ผู้ได้รับการโค้ช คิดและมองสิ่งที่เกิดขึ้นจากมุมมองอื่นๆ นอกเหนือจากมุมเดิมที่เคยมอง

โค้ชทางธุรกิจ (Business Coach) ส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ค่อนข้างมาก

 

3) SBA (Strength-Based Approach) 

แนวทางนี้เน้นที่จะค้นหาจุดแข็งที่มีและเลือกจุดแข็งเหล่านั้นมาพัฒนาหรือใช้งานให้มากขึ้น โดยหลักการนี้เชื่อว่าจุดแข็งเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ดีและเร็วกว่าการพัฒนาจุดอ่อน ในขณะเดียวกันผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่มีใครไม่มีจุดอ่อน

แต่...พวกเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้ เพราะเลือกจุดแข็งที่มีมาใช้ได้อย่างโดดเด่นต่างหาก !

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วิธีนี้จะไม่เน้นการพัฒนาที่จุดอ่อน แต่หากจุดอ่อนนั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่มีโอกาสทำให้เรา “ไม่ประสบความสำเร็จ” ได้ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหันมาสนใจและใส่ใจพัฒนาเรื่องนี้ก่อน เพียงแต่การพัฒนานี้ไม่ได้เน้นที่จะสร้างให้ “จุดอ่อน” กลายเป็น “จุดแข็ง” แต่ต้องการเพียงแค่ปรับให้มาอยู่ในระดับที่ไม่ “ถ่วง” หรือ “ดึง” ความก้าวหน้าของเราเท่านั้น

โค้ชที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้มักเลือกแบบประเมินจุดแข็งที่มีการค้นคว้าและวิจัยมาเป็นอย่างดี มาเป็นเครื่องมือในการค้นหาจุดแข็ง เช่น แบบประเมิน StrengthsFinder ของ Gallup   และแบบประเมิน The Extraordinary Leader ของ Zenger Folkman เป็นต้น

จากนั้นจึงทำการโค้ชบนจุดแข็งที่มี เพื่อให้สามารถใช้จุดแข็งนั้นสร้างความสำเร็จที่มากขึ้นทั้งในชีิวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน

โค้ชผู้บริหารระดับสูง (Executive Coach) จำนวนไม่น้อยเลือกใช้ระบบปฏิบัติการนี้

การโค้ชจะได้ผล ผู้ได้รับการโค้ชจะเติบโตและประสบความสำเร็จ โค้ชจำเป็นต้องเรียนรู้ระบบปฏิบัติการต่างๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม

ข่าวดีคือ เราไม่จำเป็นต้องเลือกระบบปฏิบัติการใดระบบหนึ่งตลอดไป ระบบปฏิบัติการแต่ละอย่างเหมาะกับบางสถานการณ์ ... จงเลือกใช้ให้เหมาะสม !

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามเกร็ดความรู้ในการบริหารเพิ่มเติมได้ที่ Twitter@apiwutp

ทีมา: SME Thailand / ปีที่ 10 เล่ม 114/ June 2014