คำถามยอดฮิตที่มักถูกถามเสมอเวลาไปเป็นวิทยากรด้านการพัฒนาภาวะผู้นำให้กับองค์กรต่างๆ คือ Leadership เป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือเป็นพรแสวงที่ได้มาจากการเรียนรู้และฝึกฝนภายหลัง

เมื่อวันก่อนมีโอกาสฟังสัมมนาทางเว็ปไซท์ (Webinar) ของ Jack Welch อดีตซีอีโอผู้โด่งดังในตำนานแห่งบริษัท General Electric (GE)

สำหรับหลายท่านที่เคยได้ยินชื่อ Jack Welch ย่อมทราบดีว่าบุคคลคนนี้ไม่ธรรมดา ตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปีที่เป็นซีอีโอให้กับบริษัทเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีแห่งนี้ เขาได้สร้างมูลค่าให้องค์กรเพิ่มสูงขึ้นถึง 4000% หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณเกือบ 200% ต่อปีติดต่อกันกว่า 2 ทศวรรษ ... ธรรมดาไหมล่ะ!

นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำระบบการประเมินผลแบบบังคับให้มีการจัดอันดับผลงานตามโควต้า (Forced Ranking) โดยกำหนดให้หัวหน้างานทุกคนต้องประเมินผลการทำงานของลูกน้องและแยกให้ออกว่าใครคือ 10% แรกและใครคือ 10% สุดท้าย สำหรับพนักงานที่อยู่ในกลุ่ม 10% สุดท้ายจะถูกเชิญให้ออกจากอาณาจักรของ GE ทันที

จะชอบหรือไม่ จะใช่หรือเปล่า ... เรื่องนี้ไม่ขอวิจารณ์

แต่ปัจจุบัน Jack Welch ตั้งบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Jack Welch Management Institute มีลูกค้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่มากมายทั่วโลก องค์กรบางแห่งในประเทศไทยก็ใช้หลักการบริหารแบบ Jack Welch หรือไม่ก็จ้างศิษยานุศิษย์และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขามาเป็นที่ปรึกษาด้วย

Jack Welch เขียนหนังสือร่วมกับ Suzy Welch ชื่อ The Real-Life MBA : Your No BS Guide to Winning the Game, Building a Team and Growing Your Career ซึ่งเป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งของ Wall Street Journal และ Washington Post รวมทั้งยังได้รับรางวัลหนังสือขายดีระดับนานาชาติอีกด้วย

ที่เล่ามายืดยาวเพราะจะบอกว่ากูรูท่านนี้ อธิบายว่าคุณลักษณะของผู้นำที่จะประสบความสำเร็จต้องอาศัยปัจจัย 8 อย่างประกอบกัน แบ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน 3 อย่าง ได้แก่ ...

ต้องเป็นคนตรงไปตรงมา (Integrity) - ถือเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของการเป็นผู้นำที่ดี ซึ่งหมายรวมถึงการเป็นคนปากกับใจตรงกัน รักษาคำพูด มีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงานและการดำเนินธุรกิจด้วย ปัจจัยนี้ต้องยอมรับว่าฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ยาก ต้องอาศัยการปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย รวมทั้งต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมและสภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวประกอบด้วย ประเด็นนี้จึงกำกึ่งระหว่างติดตัวมาแต่เกิดหรือสร้างได้ในภายหลัง ... คงต้องผสมผสานกัน

ต้องมีสมองที่ชาญฉลาด (Intelligence) - ความฉลาดวัดได้ทางวิทยาศาสตร์ เรารู้จักกันดีภายใต้ชื่อ IQ (Intelligent Quotient) ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เชื่อว่า IQ เป็นสิ่งที่ฝึกฝนให้เพิ่มขึ้นได้บ้าง เร็วช้าและมากน้อยต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

ต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Maturity) - ความสามารถในการดูแลและจัดการอารมณ์แบ่งออกได้อีก 4 มิติ คือ ความสามารถในการรู้อารมณ์ตนเอง (Self Awareness) ความสามารถในการบริหารอารมณ์ตนเอง (Self Management) ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น (Other Awareness) และความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ของผู้อื่น (Other Management) นักจิตวิทยาเชื่อว่าวุฒิภาวะทางอารมณ์ต้องอาศัยการฝึกฝนตั้งแต่วัยเด็ก ยิ่งโตขึ้นยิ่งฝึกได้ยาก เด็กบางคนอารมณ์ดีกว่าเด็กบางคน เด็กบางคนเกิดมาก็งอแงตั้งแต่เล็กและติดมาจนกระทั่งเติบใหญ่ ปัจจัยนี้จึงอยากจะฟันธงว่าน่าจะติดตัวมาตั้งแต่เกิด และปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จอีก 5 อย่าง ได้แก่ ...

ต้องมีพลังด้านบวก (Positive Energy) - ผู้นำต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี มองเห็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค สามารถเห็นทางออกในทุกปัญหา ไม่ใช่เห็นปัญหาในทุกทางออก เพราะทัศนคติและวิธีมองโลกทำให้คนต่างกัน มีเรื่องเล่าว่าพี่น้องสองคนเป็นของลูกช่างทำรองเท้าในอดีตประเทศเช็คโกสโลวาเกีย เดินทางไปประเทศอินเดียเพื่อหาซื้อหนังมาทำรองเท้า ก่อนออกเดินทางพ่อบอกลูกทั้งสองว่าระยะทางไกล กว่าจะไปถึงใช้เวลานาน ไปแล้วต้องให้คุ้มค่า นอกจากหาซื้อหนังแล้วให้ดูด้วยว่าในอินเดียมีโอกาสเอารองเท้าไปขายด้วยไหม พอกลับมาถึงลูกคนโตบอกพ่อว่า “อินเดียไม่ใช่ตลาดของเรา ไม่มีโอกาสทางการค้าเลย เพราะคนที่นี่เยอะก็จริง แต่ไม่มีใครใส่รองเท้าสักคนเดียว ” ส่วนน้องคนเล็กกระวีกระวาดมาเล่าให้ฟังว่า “ที่อินเดียมีโอกาสมหาศาลสำหรับเราเลยนะพ่อ ร้องเท้าต้องขายดีแน่ๆ เพราะที่นั่นคนเยอะมาก ที่สำคัญไม่มีใครใส่รองเท้าเลยสักคน ” ... เรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่มองคนละมุม คิดว่าคนไหนจะประสบความสำเร็จ พี่หรือน้อง ?

ต้องสามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นเกิดพลัง (Ability to Energize Others) - นอกจากตัวผู้นำต้องมีพลังแล้ว ความสามารถในการสร้างพลังให้เกิดขึ้นในตัวผู้อื่นก็เป็นอีกความ สามารถหนึ่งที่ผู้นำต้องมี สังเกตไหมว่าเรื่องเดียวกัน คนหนึ่งพูด คนฟังไม่ค่อยอิน แต่พออีกคนพูด คนลุกฮือเลย ดูตัวอย่างผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างมหาตมาคานธี มาร์ติน ลูเธอร์คิง เนลสัน เมนเดลล่า เป็นต้น คนพวกนี้มีความสามารถในการกระตุ้นผู้อื่นให้เกิดพลังและพร้อมที่จะเดินตาม

ต้องมีความลุ่มหลงในสิ่งที่ทำ (Passion) - คนบางคนทำอะไรแบบขอไปที ทำให้เสร็จๆ ไป เหมือนไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มอะไรนักหนากับสิ่งที่ทำ ในขณะที่บางคนกลับมีพลังท่วมท้น มุ่งมั่นตั้งใจเกินร้อยกับสิ่งที่ทำ จนเพื่อนๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึง “บ้า ” ได้ขนาดนั้น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทุกคนในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ จ๊อบส์ บิลล์ เกตต์ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แจ๊ค ม่า ฯลฯ พวกเขารักและลุ่มหลงกับสิ่งที่ตนเองทำชนิดโงหัวไม่ขึ้น เขาจึงประสบความสำเร็จอย่างที่เห็น

ต้องมีความชัดเจน (Edge) - ผู้นำที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีจุดยืนชัดเจน ไม่โลเล หวั่นไหวไปกับสิ่งแวดล้อมและเสียง รอบด้าน พวกเขากล้าตัดสินใจในเรื่องยากๆ อย่างไม่ลังเล ชัดเจนว่าจะทำหรือไม่ทำ ใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือผิด เป็นต้น คำว่า อาจจะ ไม่มีอยู่ในสารบบของพวกเขา

ต้องมีความสามารถในการลงมือทำ (Execution) - ความสามารถในการมองการณ์ไกลหรือมีวิสัยทัศน์ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และวางแผนการทำงานได้อย่างแยบยล ยังไม่สำคัญเท่า ความสามารถในการผลักดันสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นได้จริงด้วยการลงมือทำ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จทุกคน ไม่ใช่เพราะคิดเก่งหรือวางแผนดี แต่เป็นเพราะพวกเขาลงมือทำและไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จ ต่างหาก

Jack Welch บอกว่าใน 5 ปัจจัยนี้มี 3 อย่างที่เป็นพรสวรรค์ส่วนอีก 2 อย่างเป็นพรแสวง โดยสิ่งที่มีแนวโน้มติดตัวมาตั้งแต่เกิดคือ พลังด้านบวก ความสามารถในการกระตุ้นให้ผู้อื่นเกิดพลัง และความลุ่มหลงในสิ่งที่ทำ ส่วนความชัดเจนและการลงมือทำ สามารถเพิ่มเติมได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝนให้เกิดความชำนาญมากขึ้นในภายหลัง

ดังนั้นหากย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า ภาวะผู้นำสร้างได้ไหม ในทางปฏิบัติผมเชื่อว่าต้องอาศัยทั้ง 2 อย่างคือ พรสวรรค์และพรแสวงประกอบกัน เพราะหากมีพรสวรรค์แต่ขาดการแสวงหาความรู้และฝึกฝน โอกาสสำเร็จก็คงมีแต่ไม่น่าจะไปได้ไกลนัก ในทางกลับกันหากมีแต่พรแสวงแต่ขาดพรสวรรค์ ฝันที่วาดไว้ ก็อาจไปได้ไกลไม่ถึงดวงดาว

เพราะฉะนั้น สิ่งที่องค์กรควรทำคือเลือกเฟ้นผู้ที่มีพลังทางด้านบวก มีความสามารถในการทำให้ผู้อื่นมีพลังมากขึ้น และมีความหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่ทำ เข้ามาก่อน จากนั้นจึงค่อยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และเพิ่มพูนคุณสมบัติอื่นๆ ให้มากขึ้นในภายหลัง

ทั้งพรสวรรค์และพรแสวงต่างมีความสำคัญต่อความสำเร็จ แต่สำหรับผมพรแสวงดูจะมีคุณค่ามากกว่าเพราะเราสามารถเพิ่มพูนได้แบบไม่รู้จบ ในขณะที่พรสวรรค์เหมือนสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้ แค่ไหนก็แค่นั้น

หากต้องเลือกสักอย่าง ผมขอเลือกพรแสวงครับ !

 



อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : SME Thailand (October 2016)