ฟังอย่างไรให้ใจรับรู้

 

ทำธุรกิจก็ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม เวลาบริหารคนก็ต้องใส่ใจคนเช่นกัน วิธีการหนี่งที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าคุณใส่ใจเขาคือ “การฟัง”

 

การฟัง ตามพจนานุกรมแปลว่า การให้ความสนใจกับสิ่งที่ได้ยิน ในชีวิตคนเรานั้นจำเป็นต้องฟังและให้ความสนใจกับผู้อื่นอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกัน การทำงานร่วมกัน หรือการทำธุรกิจร่วมกันก็ตาม

 

มีงานวิจัยบอกว่า ยิ่งเราเติบโตขึ้น อายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น.. เรายิ่งฟังน้อยลง !

 

เธอไม่เคยแคร์ฉันเลย!! เมื่อใดที่คุณผู้หญิงพูดประโยคนี้ นั่นอาจเป็นเพราะคุณผู้ชายอาจไม่ได้แสดงให้เห็นว่าฟังเธออยู่ คุณอาจจะทำกิจกรรมอื่นไปด้วยในขณะที่เธอพยายามเล่าบางอย่างให้คุณฟัง..

 

หัวหน้าไม่เคยแคร์ฉันเลย!! เมื่อลูกน้องพูดประโยคนี้  นั่นอาจเป็นเพราะหัวหน้าไม่ได้แสดงให้เห็นว่ารับฟังเขาอยู่ หัวหน้าอาจรวบรัดสรุปความ ให้คำแนะนำหรือบอกวิธีแก้ปัญหาทันทีโดยไม่ได้รอฟังเขาพูดจนจบ..

 

บริษัทนี้ไม่เคยแคร์ลูกค้าเลย!! เมื่อลูกค้าพูดประโยคนี้ นั่นอาจเป็นเพราะบริษัทไม่ได้แสดงให้เห็นว่ารับฟังลูกค้าอย่างจริงใจ คุณอาจพยายามดูแลลูกค้าในมุมที่คุณคิดว่าลูกค้าต้องการ โดยไม่ได้พยายามฟังอย่างจริงใจว่าลูกค้าต้องการอะไร..

ดังนั้น การฟังที่ดี จึงเปรียบเสมือน “การใส่ใจ” ผู้ที่คุณกำลังมีปฏิสัมพันธ์อยู่ด้วย หากคุณมีทักษะการฟังที่ดี คุณจะได้รับความร่วมมือ ได้รับความไว้วางใจ ได้รับความนับถือ รวมทั้งพัฒนาสัมพันธภาพกับผู้คนรอบข้างในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

ก่อนไปต่อ..อยากชวนให้คุณผู้อ่านมาลองประเมินตัวเองในด้านการเป็นผู้ฟังที่มีประสิทธิภาพกันสักหน่อย โดยการตอบอย่างจริงใจกับคำถามต่อไปนี้

1. ถ้าฉันต้องเลือกระหว่างการฟังกับการพูด ฉันจะเลือก..

2. ฉันมักจะพูดขัดจังหวะผู้อื่นเมื่อ..

3. ฉันรู้ว่าฉันกำลังตั้งใจฟังเมื่อ..

4. ฉันรู้สึกว่าต้องฝืนฟังผู้อื่นเมื่อ..

5. เวลาที่ผู้อื่นระบายความรู้สึกให้ฉันฟัง ฉันรู้สึก..

6. ฉันสามารถฟังผู้อื่นแบบสบายๆ เมื่อ..

7. อุปนิสัยที่น่ารำคาญในตัวคนพูดคือ..

8. เวลามีคนมาขัดจังหวะแล้วทำให้ฉันไม่ได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ฉันรู้สึก..

9. นักฟังที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันรู้จักมาในชีวิตนี้คือ.. เพราะ..

10. ฉันชอบคนที่ฟังฉันเพราะ..

 

โปรดทบทวนคำตอบว่า คุณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟังของตัวคุณเองบ้าง

 

เอาล่ะ..ตอนนี้คุณคงได้สะท้อนการฟังของตนเองในชีวิตที่ผ่านมาระดับหนึ่งแล้ว หลายคนอาจกำลังฟูมฟายอยู่กับผลที่ได้ ไม่ต้องเป็นกังวลใจไปค่ะ เพราะส่วนหนึ่งเป็นการทำงานของสมอง ที่มีการคัดกรองข้อมูลขณะที่เรากำลังฟังอยู่ โดยผ่านตัวกรองหลักๆ 3 ตัว เรียกย่อๆ ว่า D.D.G.

 

D - Delete  ลบทิ้ง

ในแต่ละวินาทีมีข้อมูลวิ่งเข้าหาเรามหาศาล สิ่งใดที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือเราไม่สนใจจะถูกลบทิ้ง เป็นกลไกที่สมองใช้ป้องกันการรับข้อมูลมากเกินไป ทำให้มีโอกาสที่เราจะมองข้างบางอย่างไปได้มาก ตัวอย่างเช่น ภรรยาโทรตามเนื่องจากเห็นว่าสามีกลับบ้านผิดเวลา แต่เมื่อสามีไม่รับสาย เธอจึงพยายามโทรอีกหลายครั้ง สามีดูหน้าจอโทรศัพท์เห็นสายที่ไม่ได้รับถึง 20 สาย ก็เกิดความรู้สึกว่าภรรยาน่ารำคาญ ตามอะไรนักหนา.. ในเหตุการณ์นี้ สิ่งที่สามีลบทิ้งออกไปคือ “ความห่วงใยของภรรยา” (ซึ้ง..)

 

D - Distort  บิดเบือน

คิดไปอย่างนั้นเอง เลือกเชื่อในสิ่งที่เราคิดว่าใช่ ซึ่งอาจผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น “หัวหน้าชมฉันในห้องประชุม 2 ครั้งแล้ว แสดงว่าฉันเป็นคนโปรดของเขาแน่”..ซึ่งจริงๆ แล้วหัวหน้าเพิ่งไปอบรมหลักสูตรผู้นำที่ดีมา ได้คำแนะนำว่าให้ชมลูกน้องมากขึ้น จึงลองทำดู (ฮา..)

 

G - Generalize  ตีความโดยรวม

เราสรุปเหมารวมคิดว่าทุกสิ่งอย่างเป็นแบบนั้นแบบนี้ จากประสบการณ์ที่เราประสบมา โดยเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาเกี่ยวโยง มักใช้คำว่า ทั้งหมด.. ทุกคน.. ไม่มีใคร.. ใครใคร.. เป็นต้น ตัวอย่างเช่น “พนักงานก็ทำงานเพื่อหวังเงินเดือนทั้งนั้นแหละ” “พวกคนในแวดวงสังคมไม่มีใครจริงใจหรอก” (ซะงั้น..)

เมื่อรู้ว่าสมองเราทำงานเช่นนี้แล้ว เรายิ่งต้องเพิ่มความใส่ใจในการฟังมากยิ่งขึ้น

หัวหน้างานคนหนึ่งสังเกตว่า ลูกน้องของเขา สมชายและสมศักดิ์ เคยสนิทกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ แต่ระยะหลังๆ นี้ดูห่างกันไป เมื่อเขามีโอกาสเจอกับสมชาย จึงได้เอ่ยถามเพราะความเป็นห่วงว่า

หัวหน้า: “หลังๆ นี้ไม่ค่อยเห็นคุณไปไหนมาไหนกับสมศักดิ์เหมือนเคย.. มีอะไรไม่ถูกใจกันหรือเปล่า”

สมชาย: “ไม่มีนี่ครับพี่ เราสองคนไม่มีอะไรต้องคุยกัน”

หัวหน้า: “อ่อ..ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ถ้ามีอะไรแล้วอยากให้พี่ช่วย มาบอกได้นะ”

คุณคิดว่าหัวหน้าคนนี้ฟังมั้ย !?!

 

การฟังมีหลายระดับ ตั้งแต่ “แสร้งเป็นฟัง” “เลือกฟังบางอย่าง” “ฟังอย่างตั้งใจ” จนถึงขั้นสูงสุดที่เรียกว่า “การฟังด้วยความเข้าใจ” (Empathic Listening) ลองมาฝึกเทคนิคการฟังขั้นสูงสุดกันเลยดีกว่า

 

1. เริ่มจากฟังให้ได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูด สัมผัสให้ได้ถึงอารมณ์หรือความคิด ว่าขณะนี้เขากำลังรู้สึกอย่างไร 

2. ทวนความเข้าใจนั้นด้วยคำพูดของเรา

อย่างกรณีหัวหน้ากับคุณสมชาย หากหัวหน้าเป็นผู้มีทักษะการฟังด้วยความเข้าใจ หัวหน้าอาจพูดทวนว่า..

 

ผมเข้าใจว่าตอนนี้คุณอาจกำลังรู้สึก..ไม่พอใจ

คุณกำลังรู้สึก..โกรธสมศักดิ์อยู่ใช่มั้ย ?

ผมรู้สึกได้เลยว่า..ระหว่างคุณกับสมศักดิ์คงกำลังมีปัญหากันอยู่แน่

ผมคงรู้สึกแบบเดียวกับคุณเช่นกัน..หากสมศักดิ์พูดแบบนั้นกับผม

 

การแสดงความเข้าใจ ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยหรือเข้าข้างผู้พูด แต่เป็นการทำให้เขารู้สึกว่าคุณเข้าใจเขาอย่างจริงใจ ความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันก็จะเกิดตามมา เมื่อเขารับรู้ว่าคุณใส่ใจเขา เข้าใจเขา เขาก็พร้อมที่จะเปิดเพื่อเข้าใจมุมมองของคุณเช่นกัน  .. ฟังแล้วดูดีไปซะทุกอย่าง เหตุใดเราจึงไม่เริ่มหันมาใส่ใจคนรอบข้างแบบง่ายๆ แต่ได้ใจไปเต็ม ๆ ด้วย "การฟัง” กันล่ะคะ

 

กรรณิการ์ สิทธิชัย

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : K-Inspired Q3/2558