พี่เลี้ยงฉบับสมบูรณ์

แฟนประจำคอลัมน์ เขียนอีเมลมาถามผมว่า องค์กรกำลังจะนำระบบพี่เลี้ยงมาใช้ หัวหน้าให้หาข้อมูลว่าระบบพี่เลี้ยงในโลกนี้มีสักกี่แบบ นัยว่าไม่อยากทำเพียงเพราะคนอื่นเขาทำกัน แต่อยากเข้าใจให้ลึกซึ้งก่อนจะลงมือทำ

ผมมีโอกาสตอบท่านที่เขียนมาถามไปบ้างแล้วทางอีเมล แต่คิดว่าข้อมูลบางส่วนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อแฟนๆ ท่านอื่น จึงขอนำมา “แชร์” ต่อนะครับ

ระบบพี่เลี้ยงที่นิยมทำกันในองค์กร มี 4 แบบ คือ

1.       Buddy / Peer Mentoring

โครงการพี่เลี้ยงแบบนี้เป็นการจับคู่ระหว่างพนักงานด้วยกัน ซึ่งโดยมากมักเป็นพนักงานที่มีอาวุโสกว่าหรืออยู่ในองค์กรมานานกว่ากับพนักงานใหม่ บางองค์กรมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคัดเลือกพี่เลี้ยง ในขณะที่บางองค์กรใช้วิธีการ “ขันอาสา”

โครงการพี่เลี้ยงลักษณะนี้ พี่เลี้ยงมีหน้าที่ช่วยให้น้องเลี้ยงปรับตัวเข้ากับองค์กรได้เร็วขึ้นและพี่เลี้ยงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพร้อมทั้งให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆทั้งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและการวางตัวในที่ทำงาน

ระบบพี่เลี้ยงแบบนี้มักเป็นที่คุ้นเคยเพราะหลายๆ องค์กรในประเทศไทย ก็จัดให้มีโครงการพี่เลี้ยงทำนองนี้

2.       Career Mentoring

 โครงการ “พี่เลี้ยงเพื่อความก้าวหน้า” เป็นโครงการต่อเนื่อง หลังจากพนักงานทำงานได้สักระยะ องค์กรก็เริ่มมองเห็นศักยภาพของพนักงานแต่ละคนในทิศทางที่ต่างกัน ประกอบกับพนักงานก็เริ่มมองหาช่องทางและโอกาสในความก้าวหน้า

โครงการพี่เลี้ยงแบบนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานแต่ละคนมีโอกาสที่จะได้ปรึกษาหารือเรื่องความก้าวหน้าของตนในสายอาชีพและในองค์กร ซึ่งบางกรณีพนักงานก็ไม่กล้าที่จะปรึกษาหรือพูดคุยกับหัวหน้าโดยตรง โดยเฉพาะหากพนักงานมีความสนใจที่จะเปลี่ยนสายอาชีพหรือย้ายหน่วยงาน

 ระบบพี่เลี้ยงแบบนี้ ไม่มีให้เห็นมากนักในบริษัทไทยๆ แต่สำหรับองค์กรข้ามชาติต้องถือเป็นเรื่องปกติ หลายๆ องค์กรให้เจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารในหน่วยงาน HR ทำหน้าที่อันทรงเกรียตินี้ แต่บางองค์กรก็คัดสรรผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถและมีทักษะในการสื่อสารที่ดี มาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง

3.       Life Mentoring

 “พี่เลี้ยงเรื่องชีวิต” ฟังดูแล้วคงเป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับคนไทย เพราะเรามักคิดว่าเรื่องชีวิตเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในต่างประเทศเขามีการศึกษาและค้นพบว่าปัญหาชีวิตของพนักงานมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานด้วย ดังนั้นองค์กรใหญ่ๆ ในต่างประเทศล้วนมีโครงการ “พี่เลี้ยงเรื่องชีวิต” กันทั้งสิ้น องค์กรที่มีระบบพี่เลี้ยงแบบนี้ มักต้องมีการอบรมให้ความรู้กับพี่เลี้ยงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก่อนที่จะสามารถแนะนำและเป็นพี่เลี้ยงให้คนอื่นๆ ได้

พี่เลี้ยงหลายคนมักเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆ มาก่อน เช่น พี่เลี้ยงเรื่องพ่อแม่เลี้ยงเดียว (Single Parent) หรือ พี่เลี้ยงเรื่องปัญหาการดูแลและจัดการลูก เป็นต้น

บางองค์กรใช้วิธีการจ้าง “พี่เลี้ยง” หรือ “ที่ปรึกษาภายนอก” มาทำหน้าที่นี้ ปกติโครงการที่จ้างผู้ให้บริการจากภายนอกมักเป็นที่รู้จักกันในนาม Employee Assistance Program หรือ EAP (หาใครสนใจลอง Search หาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะครับ)

4.       Revert Mentoring

 โครงการ “พี่เลี้ยงกลับด้าน” อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักในประเทศไทย แต่อันที่จริงก็มีบางองค์กรใช้แนวคิดแบบนี้อยู่ เพียงแต่ยังไม่แพร่หลายมากนักเท่านั้น

โครงการส่วนใหญ่ พี่เลี้ยงมักมีอายุมากกว่าน้องเลี้ยง แต่ “พี่เลี้ยงกลับด้าน” ต่างกัน เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า“กลับด้าน”

ระบบพี่เลี้ยงแบบนี้ กำหนดให้พนักงานรุ่นใหม่ๆ โดยมากมักเป็น Gen Y เป็นพี่เลี้ยงให้กับพนักงานรุ่นเก่า ๆ ซึ่งโดยมากเป็น Gen X กับ Babyboom โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างวัยและให้พนักงานรุ่นเก่าได้มีโอกาสเรียนรู้แนวคิด เทคโนโลยี รวมถึงคำศัพท์คำแสลงต่าง ๆ ที่คนรุ่นใหม่ใช้กัน
 แนวคิดนี้เชื่อว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข การพัฒนาไม่จำกัดว่าต้องเรียนรู้จากคนที่แก่กว่าเท่านั้น

ระบบพี่เลี้ยงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาและรักษาพนักงาน หากองค์กรเลือกใช้ให้ดีและมีวิธีการดำเนินการอย่างเหมาะสม จะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงาน เพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน และ ระหว่างพนักงานกับผู้บริหาร รวมทั้งช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานและเพิ่มระดับความพึงพอใจในการทำงานได้อีกด้วย

 ฟังดูคล้ายเป็นยาวิเศษ ... แม้ในความเป็นจริงสรรพคุณอาจจะไม่ได้ดีถึงขนาดนั้น แต่ก็เป็นยาขนาดเอก ที่ทุกๆ องค์กรสามารถประยุกต์ใช้ได้ ไม่ยากนัก

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามข้อคิดดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ twitter@apiwutp
www.facebook.com/OrchidSlingshot