ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ ควรถูกประเมินจากความสามารถในการสร้างผู้นำรุ่นถัดไปให้กับองค์กร มากกว่าจะดูเพียงแค่ว่าระหว่างอยู่ในตำแหน่ง สร้างผลงานได้ดีหรือไม่ เพราะความสำเร็จเพียงเท่านั้น มักไม่ยั่งยืนในระยะยาว หน้าที่สำคัญที่สุดของผู้นำคือการพัฒนาผู้ตาม

สำหรับหัวหน้าระดับต้น การพัฒนาลูกทีม ส่วนมากเน้นไปเรื่องการเพิ่มพูนทักษะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานเพื่อให้พนักงานสามารถแสดงผลงานตามที่มอบหมายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่สำหรับผู้บริหารที่ต้องพัฒนาลูกน้องซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้างานอีกลำดับหนึ่งด้วย จำเป็นต้องมีจุดโฟกัสที่แตกต่างออกไป เพราะนอกจากต้องติดตาม สอดส่อง และดูแลให้พนักงานเหล่านั้นทำงานตามที่รับผิดชอบได้ดีแล้ว ยังต้องช่วยพวกเขาในเรื่องการบริหารจัดการรวมทั้งสนับสนุนทีมงานให้มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สำหรับการพัฒนาเพื่อเพิ่มทักษะในการทำงาน คงไม่ยากนัก เพราะหัวหน้าแต่ละคนน่าจะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป บ้างส่งไปอบรม บ้างใช้วิธีการมอบหมายงานให้ทำ บ้างใช้วิธีการสอนไปทำไป เป็นต้น แต่การพัฒนาคนให้มีความสามารถในการบริหารจัดการคนอื่น นี่ซิยาก !

ในฐานะหัวหน้า สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ

1. แสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องให้เห็น
คนเรียนรู้การนำผู้อื่น จากหัวหน้าของตนเอง พวกเขาไม่ได้เรียนรู้จากการถูกสอนหรือบอกให้ทำ แต่เรียนรู้ด้วยการเห็นและได้รับการปฏิบัติต่อ ดังนั้นหากต้องการให้ลูกน้องของคุณบริหารลูกทีมของเขาอย่างไร ก็จงบริหารพวกเขาด้วยวิธีการเช่นนั้น เช่น หากอยากเห็นลูกน้องรับฟังและให้อิสระลูกทีมของพวกเขา ในการคิดและตัดสินใจ คุณก็ต้องรับฟังและให้อิสระกับพวกเขาด้วยเช่นกัน

2. ปรับเปลี่ยนเป้าหมายในการพัฒนา

ส่วนมากเวลาหัวหน้าสอนลูกน้อง มักเน้นที่ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรงเป็นหลัก แต่สำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นหัวหน้างาน คุณจำเป็นต้องสอนทักษะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการให้พวกเขาด้วย แทนที่จะโฟกัสแต่ประเด็นเรื่อง ที่ผ่านมาทำงานเป็นอย่างไร มีผลงานดีหรือไม่ มาเป็น พวกเขาให้เวลาในการบริหารและพัฒนาลูกทีมของตนเองมากน้อยเพียงใด รวมทั้งบริหารทีมงานได้ดีหรือไม่ ต่างหาก

หัวหน้างานมือใหม่ส่วนใหญ่มักใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาและการทำงานวันต่อวันมากกว่าจะใช้เวลาในการมอบหมาย ติดตามงาน บริหารจัดการและพัฒนาลูกทีม จึงเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องกระตุ้นเตือนเป็นระยะๆ ว่าหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของหัวหน้าคือการพัฒนาทีมงาน และแนวทางในการพัฒนาที่ดีที่สุดคือการให้ลูกทีมได้ลงมือทำและเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นๆ โดยตรง

3. ช่วยลูกน้องสร้างความน่าเชื่อถือกับทีมงาน


ลูกน้องของลูกน้องคุณ มักมองว่าคุณปฏิบัติอย่างไรกับหัวหน้าของพวกเขา หากคุณแสดงให้เห็นว่า คุณให้เกียรติและชื่นชมงานที่หัวหน้าของพวกเขาทำ พวกเขาก็จะปฏิบัติต่อและให้เกียรติหัวหน้างานของพวกเขาด้วย ในทางตรงกันข้าม หากคุณดุด่าและพูดจาไม่ให้เกียรติหัวหน้าของพวกเขา พวกเขาก็คงดูแคลนและไม่ให้เกียรติไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นคุณจำเป็นต้องให้โอกาสลูกน้องของคุณในการสร้างเครดิตกับลูกทีมของเขาด้วย แม้สิ่งเหล่านี้จะฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สิ่งนี้นี่แหละที่จะช่วยลูกน้องของคุณในการดูแลและบริหารทีมงานของเขา ลูกปูเดินตามแม่ปูฉันใด ผู้น้อยก็มักเรียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ฉันนั้น

4. เป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี

วิธีการสอนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังเรียนรู้เพื่อเติบโตเป็นผู้บริหาร คือความใส่ใจในรายละเอียดที่หัวหน้ามีต่อพวกเขา การโค้ชแบบตัวต่อตัว ไม่ใช่สิ่งเดียวที่คุณควรทำ การเข้าไปสังเกตสิ่งที่ลูกน้องของคุณทำกับลูกทีมของเขา จะช่วยให้คุณมีโอกาสเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและสามารถช่วยพัฒนาเขาได้ ยกตัวอย่างเช่น หากลูกน้องของคุณมีการประชุมลูกทีมของเขาและคุณมีโอกาสเข้าไปนั่งฟังสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้คุณเห็นพฤติกรรมบางอย่างของเขา ที่สามารถนำมาพัฒนาหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ เป็นต้น แต่การใช้แนวทางนี้ด้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าลงลึกหรือทำถี่เกินไปจนกลายเป็นการ “ล้วงลูก ” ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการพูดคุยกับเจ้าตัวให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนก่อน มิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดความรู้สึกสงสัยและไม่ไว้ใจเกิดขึ้นได้

5. ให้พื้นที่ในการแสดงความสามารถ

สิ่งที่ผู้นำทุกคนไม่ควรทำคือ การกำกับและสั่งการลูกน้องทุกฝีก้าว ดังนั้น คุณควรเปิดพื้นที่ให้เขาได้ทำงานและแสดงความสามารถในการบริหารจัดการลูกทีมตามแนวทางของเขาบ้าง หากคุณบังคับและบัญชาเพียงฝ่ายเดียว นอกจากลูกน้องจะไม่พัฒนาแล้ว ยังไม่สามารถประเมินความสามารถของลูกน้องได้อีกด้วย เพราะจะไม่มีโอกาสได้เห็นวิธีการและแนวทางของเขาเลย ต้องอย่าลืมว่าความผิดพลาดคือการเรียนรู้ หากไม่เปิดโอกาสให้ผิดพลาดบ้างเลย การเรียนรู้ก็จะไม่เกิดขึ้น เพียงแต่เราต้องควบคุมดูแลอย่าให้ความผิดพลาดนั้นใหญ่และเสี่ยงมากจนเกินไป

6. อบรมแบบเดียวกัน

จริงอยู่ การอบรมไม่ใช่ยาวิเศษและอาจไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการพัฒนาคน แต่การอบรม ก็ยังเป็นแนวทางหนึ่งที่องค์กรต่างๆ เลือกใช้ในการพัฒนาพนักงาน ดังนั้นหากอยากเห็นประสิทธิผลในเรื่องนี้เพิ่มสูงขึ้น หัวหน้ากับลูกน้องควรได้รับการอบรมในหัวข้อเดียวกันหรือในแนวทางที่สอดคล้องกันด้วย เช่น หากหัวหน้างานมีโอกาสเข้าอบรมเรื่อง “ทักษะการเป็นหัวหน้าที่ดี ” ลูกน้องก็ควรเข้าอบรมเรื่อง “ทักษะการเป็นลูกทีมที่ดี ” ด้วยเช่นกัน หรือในทางกลับกัน หากลูกทีมได้เข้ารับการอบรมเรื่อง “ทักษะการทำงานเป็นทีม ” หัวหน้าก็ควรต้องได้รับการอบรมเรื่องการทำงานเป็นทีมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะความสำเร็จทุกๆ เรื่องต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากอบรมเฉพาะหัวหน้าหรือลูกน้องเพียงอย่างเดียว โอกาสที่จะประสบผลสัมฤทธิ์ตามที่ตั้งใจ ก็คงเป็นไปได้ยาก

7. รู้จักทีมงานของเขา

เรื่องนี้อาจซับซ้อนและต้องทำด้วยความระมัดระวังสักหน่อย เพราะการเข้าไปวุ่นวายกับลูกทีมของลูกน้อง แม้เป็นสิ่งจำเป็นเพราะนอกจากจะสามารถช่วยแนะนำลูกน้องในการบริหารจัดการทีมได้แล้ว ยังทำให้มีโอกาสได้รู้จักและประเมินศักยภาพของพนักงานระดับล่างลงไปอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความระแวงขึ้นได้เช่นกัน หากสื่อสารและการบริหารจัดการไม่ดี แนวทางหนึ่งที่หลายๆ องค์กรในประเทศไทยทำกันคือ กำหนดให้มีการประชุมข้ามลำดับการบังคับบัญชา (Skip Level Meeting) ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าข้ามระดับซุปเปอร์ไวเซอร์ ไปคุยกับพนักงานระดับล่าง โดยตรง เป็นต้น ข้อดีของการกำหนดเป็นนโยบายให้ชัดเจนและสื่อสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ คือสามารถลดความคลางแคลงสงสัยและความเข้าใจผิดลงไปได้

8. ช่วยให้ลูกน้องรับรู้มุมมองผู้อื่นที่มีต่อเขา

ต้องยอมรับว่า “ผู้นำที่ดี คนอื่นตัดสิน ” ดังนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่คุณในฐานะหัวหน้า ที่ต้องทำให้ลูกน้องรับทราบและเช้าใจว่าคนอื่นมองเขาอย่างไร และมีความแตกต่างกันมากหรือไม่เมื่อเทียบกับมุมมองที่เขามีต่อตัวเอง จากนั้นจึงช่วยหาทางปิดช่องว่าง (Gap) ระหว่างมุมมองของตนเองและของคนอื่นให้แคบลง เพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หัวหน้างานมือใหม่หลายคน ไม่คุ้นเคยกับการรับรู้มุมมองที่คนอื่นมีต่อตนเอง ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่ต่อต้านหรือไม่ยอมรับผลที่ออกมาก็เป็นได้ ดังนั้นการหาโอกาสพูดคุยก่อนที่รายงานอย่างเป็นทางการจะถูกเผยแพร่ จะช่วยลดความตึงเครียดและเข้าใจผิดลงได้ ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม

การพัฒนาคนเป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องอาศัยทั้งเวลาและความอดทนประกอบกัน แม้เป็นเรื่องที่หัวหน้าหลายคนไม่ค่อยถนัดหรือให้ความสนใจมากนัก แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับทุกๆ องค์กรที่ต้องการอยู่รอดต่อไปในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงเช่นนี้

เพราะฉะนั้น จึงถือเป็นหน้าที่ของหัวหน้าทุกคนที่ต้องช่วยสร้างหัวหน้ารุ่นถัดไป
 



อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : SME Thailand (November 2016)