เปิดการค้าเสรี AEC ... มีอะไรในก่อไผ่

วันก่อนไปพูดเกี่ยวกับผลกระทบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีก 4 ปีข้างหน้าที่จะมีต่อตลาดแรงงานและบุคลากรในประเทศไทย

ผลกระทบอย่างแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องการไหลออกของคนระดับหัวกะทิ เพราะหากพูดถึงอัตราค่าจ้างแล้ว ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซียจ่ายในอัตราที่สูงกว่าประเทศไทย ผมไม่ได้หมายความว่าคนเก่ง ๆ เหล่านี้จะย้ายออกไปทำงานนอกประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ในทางกลับกันบริษัทต่างชาติเหล่านั้นจะมาลงทุนในประเทศไทยเพราะเมื่อเปิดเสรี การลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินจะเป็นไปได้ง่ายขึ้น เขาคงต้องการคนไทยในระดับหัวกะทิมาร่วมงานด้วยและพร้อมที่จะจ่ายผลตอบแทนในอัตราที่จ่ายในประเทศของเขาหรืออาจจะน้อยกว่านิดหน่อย แล้วคุณคิดว่าองค์กรไทย ๆ อย่างเราต้องเสียหัวกะทิให้กับบริษัทต่างชาติมากแค่ไหน

นอกจากเรื่องการไหลออกของหัวกะทิแล้ว ความได้เปรียบในการแข่งขันเชิงวิชาชีพ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความใส่ใจ เมื่อมีการเปิดเสรีการติดต่อระหว่างประเทศจะมีมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าภาษาที่ใช้เป็นภาษากลางคงหนีไม่พ้นภาษาอังกฤษ จากตัวเลขที่ทาง TDRI (Thailand Development Research Institute) ให้ไว้ในปี 2554 พบว่า ทักษะด้านภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในอันดับที่ 43 ของเอเชีย เป็นรอง ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นข้อมูลที่ควรตระหนักและต้องตระหนกอย่างย่ิง คนไทยระดับหัวกะทิโดยมากได้เปรียบเรื่องของภาษาอยู่แล้ว คงไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ แต่สำหรับพนักงานอื่น ๆ ทั่วๆ ไป ที่ไม่ได้ภาษาล่ะ จะเป็นอย่างไร จะกลายเป็นแค่ตัวสำรองหรือเปล่า...น่าคิดนะครับ

หลังจากจบการบรรยายในครั้งนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินมาหาเพื่อถามคำถาม เธอเล่าว่าเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีโอกาสอ่านข่าว ๆ หนึ่งพูดถึงว่าประเทศไทยมีผู้บริหารหญิงสูงถึง 40% ของผู้บริหารระดับสูงทั้งหมด ซึ่งติดอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะว่าสังคมไทยเปิดโอกาสและให้ความเชื่อมั่นในตัวผู้หญิงมากขึ้น มองว่าเพศไม่เกี่ยวกับความสามารถ

ข้อกังวลของเธอคือ ถ้า AEC เริ่มขึ้นเมื่อไร ก็หมายความว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้หญิงชาวต่างชาติที่ต้องการขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งระดับสูง คงเข้ามาแสวงหาโอกาสก้าวหน้าในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในประเทศที่มีการกดขี่หรือแบ่งชนชั้นทางเพศ แล้วผู้หญิงไทยควรจะทำอย่างไรดี

เป็นคำถามที่คิดลึกมาก ผมยังไม่มีคำตอบที่ดี แต่มองว่าสุดท้ายทุกอย่างคงตัดสินกันที่ความสามารถ ซึ่งหากมีใกล้เคียงกันการเลือกคนไทยด้วยกันเอง ย่อมได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษา วัฒนธรรม รวมถึงค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการดำรงชีวิตของชาวต่างชาติที่ต้องทำงานในประเทศ สิ่งที่น่ากังวลไม่ควรเป็นเรื่องที่คนอื่นจะมาแย่งงาน แต่เป็นเรื่องที่จะทำอย่างไรเราจึงพัฒนาตนเองให้ทัดเทียมหรือเก่งกว่าคนอื่นต่างหาก และทำอย่างไรที่องค์กรจะรักษาคนเก่งระดับหัวกะทิไว้กับองค์กรให้ได้มากกว่า

เรามีเวลาอีก 4 ปี ในการประเมินตนเองและลงมือพัฒนา ผมคิดว่าทักษะและความรู้ที่จำเป็นเมื่อมีการเปิดเสรีที่สำคัญ ๆ ได้แก่ทักษะเรื่องภาษา ความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ และความเป็นคนยืดหยุ่นในการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็น 3 อย่างที่คนไทยไม่ค่อยมี

หากเราเตรียมตัวให้ดี การเปิดเสรีก็จะเป็นโอกาสสำหรับเรา แต่หากนิ่งนอนใจ คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว AECก็จะเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงสำหรับองค์กรและบุคลากรในประเทศไทย

อันที่จริงมองอีกมุม เราเหลือเวลาแค่ 4 ปีเท่านั้น หยุดกังวลเรื่องคนอื่น หันกลับมาดูตนเองดีไหม เวลาที่เหลืออยู่เราทำอะไรได้บ้าง เมื่อวันนั้นมาถึง จะได้ไม่ต้องพูดว่า “ถ้ารู้อย่างนี้...”

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ twitter.com/apiwutp