ผู้นำ 6 แบบ

หลายคนทราบดีว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแนวคิดการเป็นผู้นำตามสถานการณ์ (Situational Leadership) เพราะเชื่อว่าไม่มีสไตล์การบริหารใดดีที่สุดและใช้ได้สำหรับทุกสถานการณ์

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนมีโอกาสฟังสัมมนาจากกูรูด้านการพัฒนาภาวะผู้นำชื่อดังคนหนึ่งของโลกนาม Daniel Goleman พูดเรื่อง Primal Leadership ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยให้ได้ความหมายแบบเก๋ๆ ก็น่าจะประมาณ “รากฐานของการเป็นผู้นำ

Daniel เล่าว่าที่ผ่านมาได้ทำการวิจัยและเก็บข้อมูลผู้นำในแวดวงต่างๆ ทั่วโลกมากมายหลายพันคน พบว่าผู้นำส่วนใหญ่มีสไตล์แบบใดแบบหนึ่งใน 6 อย่างนี้

ผมฟังแล้วคิดค้านในใจ อันที่จริงไม่น่าเรียกว่า “สไตล์” เพราะฟังดูเหมือนเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ควรเรียกว่า “สกิลล์(Skill) ซึ่งหมายถึงทักษะและความสามารถที่ฝึกฝนเรียนรู้ให้พัฒนาและเพิ่มพูนขึ้นได้

ที่สำคัญผู้นำทั้งหลายควรมีสกิลล์เหล่านี้ครบถ้วนทั้ง 6 อย่างเพื่อจะได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่หลากหลาย มากกว่าจะเชื่อว่าเป็นสไตล์ที่แต่ละคนมีแตกต่างกัน

ทักษะสำคัญ 6 อย่างที่ว่านี้คือ

ทักษะการเป็นผู้นำแบบนักสร้างวิสัยทัศน์ (Visionary Leaders) - ทักษะนี้เหมาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่องค์กรกำลังต้องการทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะไปทางใด หัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าใจและพร้อมใจเดินหน้าไปสู่เป้าประสงค์ใหม่ในอนาคต ข้อดีของผู้นำแบบนี้คือการสร้างภาพแห่งความสำเร็จให้เห็นอย่างชัดเจน ข้อพึงระวังคือความสามารถในการสร้างฝันกับความสามารถในการทำให้เกิดขึ้นได้จริง อาจไม่ได้มาด้วยกันเสมอไป

ทักษะการเป็นผู้นำแบบนักโค้ช (Coaching Leaders) - องค์กรที่กำลังต้องการสร้างคนหรือพัฒนาตัวตายตัวแทน (Successor) ให้กับผู้บริหารหรือบุคลากรในตำแหน่งที่สำคัญๆ จำเป็นต้องได้คนที่มีทักษะแบบนี้ เพราะผู้นำนักโค้ชมักมีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่เต็มเปี่ยม พร้อมสอนและถ่ายทอดความรู้รวมทั้งประสบการณ์ที่มีให้กับบุคลากรที่พร้อมจะเปิดรับ ข้อดีของผู้นำแนวนี้คือความรู้ความสามารถจะถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ความรู้ที่คงอยู่กับองค์กรจะช่วยสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาวได้ ข้อพึงระวังคือการให้ความสำคัญกับการพัฒนาซึ่งเป็นการลงทุนที่เน้นผลสำเร็จระยะยาวมากเกินไป อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลลัพธ์และความสำเร็จเฉพาะหน้าที่จำเป็นต่อการอยู่รอดขององค์กรด้วย

ทักษะการเป็นผู้นำแบบนักสร้างสัมพันธ์ (Affiliative Leaders) - รูปแบบการนำนี้เน้นการทำงานเป็นทีมและการสร้างความสามัคคีปรองดองภายในกลุ่ม ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและสัมพันธภาพที่มีต่อกันเป็นอันดับแรก ช่องว่างในการทำงานระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องและเพื่อนร่วมงานมีค่อนข้างน้อย ข้อดีคือทีมงานมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานค่อนข้างดี ไม่ค่อยมีปัญหาขัดแย้งให้เห็นมากนัก ข้อควรระวังคือผู้นำที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์มากๆ มักบริหารงานแบบอะลุ้มอล่วยและมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการตัดสินใจยากๆ อันอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของอีกฝ่าย ทีมจึงมีปัญหาเรื่องวินัยและการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ

ทักษะการเป็นผู้นำแบบนักประชาธิปไตย (Democratic Leaders) - ผู้นำแนวนี้มีความสามารถในการดึงความรู้ ทักษะและศักยภาพของผู้คนรอบตัวออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ดี ทำให้ทีมมีความหลากหลาย การมีส่วนร่วมของคนในกลุ่มช่วยก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จเพราะไอเดียเหล่านั้นมาจากพวกเขากันเอง ข้อดีของแนวทางนี้คือ คนทำไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ ความร่วมมือร่วมใจค่อนข้างสูง แต่สิ่ิงที่ต้องระวังคือนักประชาธิปไตยมักเสียเวลาไปกับการพูดคุยและหาทางออกที่ทุกๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งบางครั้งอาจไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่มีเวลาจำกัดหรือต้องการการตัดสินใจที่เด็ดขาดและรวดเร็ว เช่น เมื่อองค์กรเกิดวิกฤต หรือต้องเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นต้น

ทักษะการเป็นผู้นำแบบนักแข่งขัน (Pace-setting Leaders) - ผู้นำแนวนี้เชื่อว่าความสำเร็จไม่มีที่สิ้นสุด เป้าหมายมักถูกขยับให้สูงขึ้นและไกลออกไปเรื่อยๆ การทำงานเน้นลงมืออย่างรวดเร็วชนิดวิ่ง-สู้-ฟัดหรือปะ-ฉะ-ดะ อะไรทำนองนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลสำเร็จบนเป้าหมายที่ท้าทาย การบริหารแบบนี้เหมาะกับองค์กรที่ต้องการบุกและทำงานเชิงรุก มีเวลาจำกัดในการแข่งขัน หรือต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด ข้อดีคือบุคลากรในองค์กรมีความตื่นตัวตลอดเวลา ข้อควรระวังคือบรรยากาศในการทำงานอาจเต็มไปด้วยความก้าวร้าว และการแข่งขันที่รุนแรงอาจนำไปสู่ความล่มสลายของทีมเวิร์ค

ทักษะการเป็นผู้นำแบบสั่งการ (Commanding Leaders) - ผู้นำแบบนี้เรียกแนวฮาร์ดคอร์ (Hardcore) เน้นการบุกตะลุยชนิดเละไปเป็นแถบๆ บางคนชอบเปรียบเทียบผู้นำแนวนี้กับการจัดการในรูปแบบของทหารที่ดุดันและเด็ดเดี่ยว เหมาะจะนำมาใช้ในสถานการณ์คับขันและต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว การบริหารแบบนี้สามารถช่วยกอบกู้องค์กรที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตได้เป็นอย่างดี จุดเด่นคือการตัดสินใจที่รวดเร็ว ชัดเจนและเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ข้อเสียคือมีแรงต้านมาก หากหลักไม่ดีจริงหรือพลังหนุนไม่เข้มแข็งพอ อาจทำให้เกิดความขัดแย้งขั้นรุนแรงจนนำไปสู่กลียุคได้ในที่สุด

ในความเป็นจริง พวกเราทุกคนล้วนมีทักษะบางอย่างอยู่แล้วโดยธรรมชาติ หากไม่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม แต่ละคนก็จะใช้เฉพาะสิ่งที่ตนเองมีเพราะถนัดและคุ้นชินกว่า อย่างไรก็ตามหากฝึกฝนให้ดี และทำความเข้าใจจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละวิธีที่เหมาะกับบางสถานการณ์ ทุกคนก็สามารถเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้ในทุกสถานการณ์ เพราะเลือกใช้แนวทางการบริหารจัดการที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสมและลงตัว

 

 

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 26 พ.ย.58