หนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของการเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ (Strategic Leaders) คือมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและสามารถนำสิ่งที่มองเห็นในอนาคต มากำหนดเป็นกลยุทธ์สำหรับองค์กรหรือทีมงานได้

แต่ความสำเร็จของการเปลี่ยนแผนให้มาเป็นการปฏิบัติ ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือจากบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ทั่วทั้งองค์กร ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจและสามารถนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติได้จริง จนเกิดผลสำเร็จ

ความสามารถของผู้นำในการผลักดันเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เริ่มจากผู้นำต้องเข้าใจกลยุทธ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนเสียก่อน หากเราเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์ด้วยตนเอง ประเด็นนี้คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าเป็นการรับต่อมาจากเจ้านายอีกทอดหนึ่ง ถือเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสอบถามและทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปรวมทั้งสิ่งที่คาดหวัง ให้กระจ่าง

ต่อเมื่อเข้าใจดีแล้วเท่านั้น จึงค่อยถ่ายทอดข้อมูลต่อไปยังบุคลากรลำดับถัดไปในทีมงาน เพื่อให้เห็นเป้าหมายและแนวทางการไปสู่ความสำเร็จอย่างชัดเจนและตรงกัน

การพยายามสื่อสารกลยุทธ์ขององค์กรทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง นอกจากจะสร้างความสับสนงุนงงแล้ว ยังก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “บานปลาย ” อีกด้วย เพราะหากผู้นำซึ่งอยู่ต้นทางเข้าใจต่างกันเพียงแค่นิดเดียว ข้อความปลายทางจะเพี้ยนไปจากเดิมเยอะมาก คล้ายการเล่นเกมส์กระซิบที่คนหัวแถวพูดอย่าง พอไปถึงปลายแถวกลายเป็นอีกอย่าง

เพราะฉะนั้นการค่อยๆ คิดและหาคำตอบสำหรับคำถามต่อไปนี้ จะช่วยผู้นำให้สามารถเตรียมการและกำหนดแนวทางในการแปลงกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ตอนนี้ ?

บ่อยครั้งที่ผู้นำมักไม่ทราบรายละเอียดว่าสมาชิกในทีมกำลังทำงานอะไรกันอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจที่จะจดจำ แต่เหตุผลหลักเป็นเพราะองค์กรมีงานใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาให้ทำอยู่เสมอ และโดยมากงานใหม่มักมีความสำคัญและเร่งด่วนมากกว่างานเก่าเสียด้วยซ้ำ จึงทำให้คนทำงานหลงลืมเรื่องเก่าที่ยังทำไม่เสร็จไปเสีย

การหมั่นตั้งคำถามนี้บ่อยๆ จะทำให้ผู้นำตระหนักถึงงานสำคัญบางอย่างที่อาจหลุดรอดจากความสนใจไป และทำให้รู้ว่าทีมกำลังใช้เวลาอยู่กับเรื่องอะไร

ผู้นำจะไม่สามารถนำทีมไปข้างหน้าตามกลยุทธ์ที่วางไว้ได้เลย หากไม่รู้คำตอบที่ชัดเจนของคำถามข้อนี้

เหตุใดต้องทำงานที่ทำอยู่และทำไมจึงต้องทำตอนนี้ ?

เมื่อผู้นำเข้าใจงานที่ทีมต้องทำอย่างชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ทำอยู่ นี่ถือเป็นหัวใจเพราะจะทำให้รู้ว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญในมุมมองของสมาชิกในทีม

ณ จุดนี้ อาจพบว่าหัวหน้าและลูกทีมไม่แน่ใจในลำดับความสำคัญของงานที่ทำ หรือมีความเห็นไปคนละทิศละทางกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้มีโอกาสปรึกษาหารือเพื่อปรับจูนความเข้าใจและกำหนดการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมสอดคล้องกับความสำคัญและความเร่งด่วนของงานต่อไป

นอกจากนั้น การพูดคุยกันยังทำให้ผู้นำได้มีโอกาสเห็นถึงคุณค่าหรือความหมายของงานที่ลูกทีมทำอยู่ พนักงานทุกคนต้องการทราบว่างานที่ทำมีความสำคัญและสัมพันธ์อย่างไรกับกลยุทธ์ขององค์กร จึงเป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่ต้องทำให้สมาชิกในทีมและคนอื่นๆ ในองค์กรเข้าใจและเห็นถึงคุณค่าของงานที่ทีมทำ

กิจกรรมที่ทำอยู่ตอนนี้ มีความสอดคล้องกับภาพใหญ่อย่างไร ?

คำถามก่อนหน้านี้พาผู้นำดำดิ่งลงไปในรายละเอียดของงานที่ทีมกำลังทำอยู่ ส่วนคำถามข้อนี้จะช่วยดึงผู้นำให้กลับมาสู่ภาพใหญ่อีกครั้ง

การหมั่นตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาว่างานและกิจกรรมที่ทำ ยังสอดคล้องกับภาพใหญ่และกลยุทธ์ขององค์กรอยู่หรือไม่ จะช่วยให้ทิศทางการทำงานไม่ผิดเพี้ยนเมื่อเวลาผ่านไป

ภาษาอังกฤษมีคำเปรียบเปรยว่า “หากยืนอยู่ใกล้ต้นไม้มากเกินไป เราจะมองไม่เห็นป่า ” ในบริบทการทำงานก็ไม่ต่างกัน บางครั้งการถอยห่างออกจากรายละเอียดบ้าง จะทำให้เรามองเห็นภาพรวมได้กว้างขึ้น

กลยุทธ์ซึ่งถือเป็นภาพใหญ่ขององค์กร เปรียบเสมือนรูปบนฝากล่องของตัวต่อ (จิกซอว์) หากผู้เล่นสาละวนอยู่กับการต่อ จิกซอว์โดยไม่ได้เหลือบตาดูรูปบนฝากล่องเป็นระยะๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ต่อให้เสร็จตามภาพ คงเป็นไปได้ยาก

หน้าตาความสำเร็จที่ทีมอยากเห็นเป็นอย่างไร ?

โดยปกติแล้ว ทุกทีมจะมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อใช้ประเมินความสำเร็จ แต่ตัววัดเหล่านั้นบ่งบอกถึงความสำเร็จของทีมได้จริงหรือ ?

หากถามสมาชิกในทีมว่าความสำเร็จสำหรับตัวบุคคลและสำหรับทีมคืออะไร ? พวกเขาจะตอบคำถามนี้ได้ถูกต้องไหม โปรดใช้เวลาในการคิดตรงนี้สักนิด – อย่าให้คำตอบของลูกน้อง ที่เสนอตัวชี้วัดสักสองสามอย่างซึ่งสามารถไปถึงได้ง่ายๆ กลายเป็นเพียงแค่คำตอบเพื่อปลอบใจให้เจ้านายคลายความกังวลว่า “เรามีตัวชี้วัดแล้ว ” เท่านั้น

จงพยายามค้นหาปัจจัยที่ขับเคลื่อนทีมไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง ทั้งในเชิงของกิจกรรมที่ต้องทำ ผลลัพธ์ที่ต้องการเห็น พฤติกรรมของคนในทีมที่ต้องการสร้าง และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น ลูกค้า คู่ค้า หรือสังคมรอบด้าน เป็นต้น ที่ต้องคำนึงถึง

ยิ่งผู้นำทำให้สมาชิกในทีมเห็นเป้าหมายของความสำเร็จได้ชัดเจนเพียงใด ทีมยิ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้มากเพียงนั้น

สามารถทำอะไรได้อีก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น ?

ผู้นำจำนวนไม่น้อย ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในเชิงกลยุทธ์ของตนเองด้วยการกระโดดมาตอบคำถามข้อนี้ในทันที แต่หากผู้นำไม่ได้ทำการบ้านโดยการตอบคำถามสี่ข้อข้างต้นมาก่อน ไม่ว่าคำตอบสำหรับข้อนี้จะเป็นอย่างไร มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้นำเหล่านั้นจะไม่สามารถทำได้ตามที่คิดไว้ เพราะความสำเร็จที่มากขึ้นต้องอาศัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งประกอบด้วย การไม่เข้าใจบริบทและสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งได้ถูกกระตุ้นเตือนผ่านคำถามก่อนหน้านี้ ย่อมทำให้การสร้างความสำเร็จผ่านการต่อยอด เกิดขึ้นได้ยากมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การตอบคำถามแต่ละข้อ ตามลำดับ อย่างใคร่ครวญและตั้งใจ จะช่วยจัดระบบความคิดของผู้นำให้สามารถประติดประต่อเรื่องราวที่เป็นมาและจะเป็นไปขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่าการเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์เป็นเรื่องของการตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการคิดที่เป็นระบบ หากผู้นำสามารถตอบคำถามได้ละเอียดและชัดเจนเท่าไร ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จในการสร้างและผลักดันกลยุทธ์ขององค์กรมากเท่านั้น
 



อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : SME Thailand (April 2017)