ผู้นำกับการมองภาพใหญ่

หน้าที่ของผู้นำคือการทำงานผ่านคนอื่น ดังนั้น ผู้นำที่ดีควรมองภาพใหญ่ให้เป็นและมุ่งเน้นที่จะบริหารงานในภาพรวม (Macro-management) ให้มากขึ้น

จริงอยู่ในทางปฏิบัติ การลงรายละเอียดสำหรับเรื่องบางเรื่องบ้าง อาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่มากเกินไป

แม้ดูเหมือนหัวหน้าส่วนใหญ่ จะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่บ่อยครั้งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้หรือเผลอตัวไป จนกลายเป็นคนล้วงลูก บริหารงานแบบยิบย่อย (Micro-management) จนสร้างความรำคาญให้กับพนักงาน

คำถามคือเราจะหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้ยังไง ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนมองภาพใหญ่ได้มากขึ้น
ข้อแนะนำคือ ผู้บริหารต้องใช้เวลาให้มากขึ้น ในการคิดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์และทิศทางขององค์กร หมั่นตรึกตรองและพยายามตอบคำถามทำนองนี้บ่อยๆ

องค์กรเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร
เหตุใดประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีองค์กรนี้อยู่ ?
ตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กรคืออะไร ?
ค่านิยมหรือพฤติกรรมหลักๆ ที่อยากเห็นบุคลากรในองค์กรปฏิบัติต่อกันและต่อบุคคลอื่น คืออะไร ?

หลายคนอาจรู้สึกว่าคำถามพื้นๆ อย่างนี้ จะเสียเวลานั่งขบคิดและหาคำตอบไปเพื่ออะไร เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม ?

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้ หลายองค์กรนิยมที่จะกระจายอำนาจออกไปเพื่อให้คนทำงานสามารถตัดสินใจได้ มากและรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่การกระจายอำนาจโดยไม่มีกรอบหรือขอบเขตที่ชัดเจน อาจนำมาซึ่งปัญหาในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจที่เกินเลยจากที่มี รวมไปถึงความสอดคล้องในการตัดสินใจของหัวหน้าแต่ละคนในองค์กร การตอบคำถามข้างต้นนอกจากจะเป็นการบังคับผู้นำให้ต้องคิดถึงภาพมุมสูงมากขึ้นแล้ว ยังเป็นกรอบที่ดีสำหรับบุคลากรได้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและปฏิบัติงานอีกด้วย

ดังนั้น การคิดแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่อง “เสียเวลา ” ในทางกลับกันเป็นเรื่องที่ควร “ให้เวลา ” เสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญการตอบคำถามดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวจบ การทบทวนคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ ควรทำเป็นระยะๆ เพราะองค์กรต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะในเชิงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และที่สำคัญคือการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมผู้บริโภค

นอกจากการตอบคำถามที่ว่านี้แล้ว สิ่งที่ผู้นำควรทำเพิ่มเติมอีกคือ

มองทุกอย่างที่เป็นอยู่ในแง่ลบบ้าง - เมื่อหลายปีก่อน Andrew Grove ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Intel เขียนหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก บอกว่าองค์กรหลายแห่งที่เคยยิ่งใหญ่ ล้มหายตายจากไปเพราะมองโลกในแง่ดี คิดว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนักกับตนเองและเชื่อว่าจะ “เอาอยู่ ”  ในทางกลับกันองค์กรที่มองโลกในแง่ร้าย เชื่อว่าความตายหรือหายนะอาจจะมาเยือนในเร็ววัน กลับเอาชีวิตรอดได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่ใช่แค่รู้สึกกลัวแต่เตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง หนังสือเล่มนี้ชื่อ Only the Paranoid Survive - ผู้ตื่นตระหนกเท่านั้น จะอยู่รอด !

คิดเสมอว่าองค์กรไม่มีเงิน - เมื่อทรัพยากรมีจำกัด เรามักต้องคิดแล้วคิดอีก คิดวกไปวนมาอยู่อย่างนั้นหลายครั้งหลายหน เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่มีอยู่น้อยจะถูกนำไปใช้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด และด้วยเหตุนี้ความคิดสร้างสรรค์หลายอย่างจึงมักเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเสมอ ตัวอย่างเช่น กิจการฟาร์มปศุสัตว์นาม “โชคชัย ” ที่สามารถพลิกฟื้นจากสถานการณ์เจียนไปเจียนอยู่ กลับมายืนหยัดเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆ ของเมืองไทยได้  ก็เพราะวิกฤติที่เกิดขึ้น  คุณโชค บูลกุล เคยเล่าว่าตอนกลับมาจากอเมริกาเพื่อช่วยกิจการของครอบครัว ขณะนั้นมีเงินสดหมุนเวียนเหลืออยู่ในบัญชีเพียงแค่ 4 ล้านบาท พร้อมทั้งวัวแก่ๆ ไม่กี่ตัว กับรั้วเก่าๆ บนพื้นที่ของฟาร์มในจังหวัดสระบุรี และด้วยเพราะความที่ไม่มีเงินเหลือมากมาย ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ จึงต้องให้ได้ผลมากที่สุด ทำให้เกิดความคิดว่าถ้ายังคงทำฟาร์มเลี้ยงวัวอยู่ต่อไป ธุรกิจคงต้องปิดฉากลงในไม่ช้า จึงหันมาสร้างความแตกต่างด้วยการทำธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่คนไทยและเทศอย่างเช่นทุกวันนี้  ในแง่องค์กรก็ไม่ต่างกัน หากผู้นำคิดอยู่เสมอว่า “เราไม่มีตังค์ ” ถึงแม้ในความจริงจะไม่ได้ขัดสนขนาดนั้นก็ตาม จะทำให้การใช้จ่ายเป็นไปด้วยความระมัดระวังและความคิดสร้างสรรค์จะบังเกิดขึ้น คำสอนโบราณที่ว่า “ยังไม่รวย อยู่แบบคนรวย ไม่มีวันรวย ... ยังไม่จน อยู่แบบคนจน ไม่มีวันจน ” จึงยังคงได้ผลเสมอ

หาโอกาสคุยกับคนที่มีความคิดแปลกแยก - ผู้นำส่วนใหญ่มักแวดล้อมตนเองด้วยคนที่เอออวยเห็นด้วยประเภท “เหมาะสมครับพี่ ดีครับนาย ได้ครับท่าน ” เพราะคนทำงานส่วนใหญ่ตระหนักดีว่าการขัดใจนาย นอกจากจะทำให้ไม่เจริญแล้ว ยังอาจตกงานเอาได้ง่ายๆ อีกด้วย โดยเฉพาะถ้าทำงานกับธุรกิจครอบครัวที่เจ้าของเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพียงผู้เดียว แต่เชื่อหรือไม่ว่าความคิดเห็นและมุมมองใหม่ๆ มักเริ่มต้นจากความขัดแย้งและเห็นต่างเสมอ ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนมนุษย์เชื่อว่าโลกแบน หากเดินทางไปจนสุดขอบ จะตกโลกตาย แต่บังเอิญมีคนคิดแย้งแบบสวนกระแสและพร้อมจะเดินทางไปตกโลก จึงเป็นที่มาของการค้นพบทวีปใหม่ชื่ออเมริกาและนำมาซึ่งความเข้าใจในปัจจุบันว่าอันที่ จริงแล้ว “โลกกลม ” ผู้นำในองค์กรจึงควรใช้เวลากับการพูดคุยและรับฟังคนที่เห็นต่างให้มากขึ้น แม้คำติเตียนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจเป็นความจริงที่ไม่น่าพิสมัย แต่หากตั้งใจรับฟังเฉพาะเนื้อหาโดยมองข้ามภาษาที่อาจไม่สวยงามไปเสีย น่าจะทำให้ได้ความคิดดีๆ ที่รอบด้านมากขึ้น ในชีวิตของความเป็นผู้บริหาร มีคนเอาใจเรามากพอสมควรแล้ว ลองมองหาคนที่ขัดใจบ้างดีไหม โดยเฉพาะความเห็นจากพนักงานชั้นผู้น้อย เพราะคนเหล่านี้แหละที่อยู่หน้างานจริงๆ และเป็นผู้ติดต่อลูกค้ามากที่สุด

มองภาพใหญ่แล้วกลับไปดูภาพย่อยสลับกัน - ยิ่งภาพใหญ่เท่าไร ยิ่งมีความเป็นนามธรรมมากเท่านั้น ในทางกลับกันยิ่งภาพย่อยเท่าไร ยิ่งเห็นความเป็นรูปธรรมมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการผสมผสานระหว่างภาพใหญ่กับภาพย่อยจึงมีความสำคัญ การยึดภาพใหญ่เพียงอย่างเดียว จะทำให้การนำไปปฏิบัติจริงเป็นไปได้ยาก ตรงกันข้ามหากยึดแต่ภาพย่อยเพียงอย่างเดียว จะทำให้ขาดมุมมองที่กว้างไกล คล้ายคำเปรียบเปรยที่ว่าอยู่ใกล้ต้นไม้เลยมองไม่เห็นว่าเป็นป่า ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการมองสลับกันไปมาระหว่างภาพใหญ่คือเป้าหมายในเชิงนโยบาย หรือกลยุทธ์และภาพย่อยคือแนวทางการนำไปปฏิบัติและการลงมือทำ เพื่อให้แน่ใจว่าภาพใหญ่ที่วางไว้ สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ในขณะเดียวกันก็แน่ใจว่ากิจกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ มีความสอดรับกับทิศทางของภาพใหญ่ด้วย

ข้อพึงระวังคือผู้นำจำนวนไม่น้อยเมื่อมองภาพย่อยแล้ว กลับติดอยู่กับภาพนั้นโดยไม่กลับมามองภาพรวมอีก หลายคนมองว่าการคิดแบบภาพรวมหรือการมองภาพใหญ่ เป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้คุณจะเป็นผู้นำระดับกลางหรือหัวหน้างานระดับต้น ก็ควรมองภาพใหญ่ด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ใหญ่เท่ากับผู้บริหาร แต่ก็สามารถมองในระดับหน่วยงาน ระดับฝ่าย หรือระดับแผนกได้ด้วย แทนที่จะมองแต่งานที่ตนเองทำเพียงอย่างเดียว

หากทำได้เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำระดับใด ก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก




อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : SME Thailand (March 2017)