ปัจจัย 4 ของภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำเป็นเรื่องที่มีผู้เชี่ยวชาญและ นักวิจัยหลายคนให้ความสนใจ ศึกษา และสรุปออกมาเป็นหลากหลายทฤษฎีด้วยมุมมองที่เจาะลึกในแต่ละประเด็นแตกต่าง กันออกไป แต่ทว่าทฤษฎีเหล่านั้น ไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นมาจากมุมมองใดก็ตาม ยังต้องคงไว้ซึ่งปัจจัยพื้นฐานแห่งการเป็นผู้นำที่ดี อยู่ดี

เดือนก่อนผมมีโอกาสอ่านบทความจากต่างประเทศ เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพื้นฐานของการเป็นผู้นำ จำชื่อคนเขียนไม่ได้แล้ว แต่จำปัจจัยพื้นฐานที่เขาเขียนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งผมมองว่า เป็นอะไรที่ค่อนข้างตรง เป็นสิ่งที่ผู้นำควรมีให้ครบ ลองมาดูกันว่า ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้มีอะไรบ้าง

 

1) ความรู้ (Knowledge)

สำหรับเรื่องความรู้นี้ ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญที่ผู้นำควรมีได้แก่ ความรู้เรื่องตลาด ความรู้เรื่ององค์กร และความรู้เกี่ยวกับตนเอง

ความรู้เรื่องตลาดเป็นความรู้โดยรวมของ ธุรกิจที่มองเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันและในอนาคตตลาดในที่นี่ไม่ได้ หมายถึงตลาดที่เกี่ยวกับสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวโยงถึงตลาดในเชิงของการลงทุน วัตถุดิบและ ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งต้องดูแนวโน้มให้ออกว่า ณ ปัจจุบันที่เป็นอยู่เป็นอย่างไร แล้วในอนาคตอันใกล้และไกล จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร เพราะความรู้เหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนในอนาคตสำหรับองค์กรได้ดีขึ้น

ส่วนองค์ความรู้ที่สอง คือความรู้เรื่ององค์กร ซึ่งต้องนำองค์ความรู้ของทั้งสามส่วนมารวม เข้าด้วยกันแล้ว ตอบคำถามที่ว่า “เราได้ทำอะไรไปแล้วบ้างที่มีส่วนช่วยในการสนับสนุนองค์กร และจะทำอะไรอีกเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน”

ส่วนองค์ความรู้สุดท้าย คือความรู้เรื่องของตนเอง เป็นความรู้ที่สำคัญ ผู้นำควรรู้จักตนเองในสองมุมมอง คือ มุมมองจากภายใน (เช่น อะไรเป็นค่านิยมของตัวฉัน? รูปแบบหรือสไตล์แบบไหนที่ฉันชอบ? อะไรเป็นเป้าหมายของการอยู่ในองค์กรต่อไป และอะไรเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตฉัน?) และมุมมองจากภายนอก (เช่น ฉันมีมุมมอง เกี่ยวค่าของคนเป็นอย่างไร-เป็นค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอหรือเป็น สินทรัพย์ที่สามารถเพิ่มมูล ค่าได้?)

 

2) การพัฒนา (Development)

การพัฒนาเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของผู้ ที่เป็นผู้นำ เริ่มจากการพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพิ่มขีดความสามารถเพื่อรับมือกับความท้าทายที่จะมีมากขึ้นในอนาคต ไปจนถึงการพัฒนาคน ที่อยู่รอบข้างเพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยสนับสนุนทีมงานและองค์กรให้สำเร็จ ตามเป้าหมาย

และเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจนมีผลทำให้ คนต้องมีทักษะและความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงในเชิงของการเลื่อนตำแหน่งที่ทำให้ผู้ที่ จะขึ้นตำแหน่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะความสามารถให้สอดคล้องกับความ รับผิดชอบใหม่ ผู้นำจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนในเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าโดยระบบแล้วฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะสามารถทำได้ แต่ความสำเร็จของเรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในอำนาจของผู้นำโดยตรง

 

3) การบริหาร (Management)

การบริหารที่ดี ประกอบไปด้วยสองส่วนสำคัญคือ การบริหารที่มีประสิทธิผล กับการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

การบริหารอย่างมีประสิทธิผล หมายถึงการบริหารที่ทำให้เกิดการเติบโตหรือส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร เป็นเรื่องของการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรในรูปแบบที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ในระยะยาว     การวัดประสิทธิผลมักดูที่ ความสำเร็จของสินค้าตัวใหม่ ส่วนแบ่งทางการตลาด และการเติบโตของรายได้ เป็นต้น ส่วนการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพนั้น หมายถึงการบริหารที่เน้นไปในเรื่องของต้นทุนที่ต่ำและ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด

ดังนั้นการบริหารที่มีประสิทธิผล ไม่ได้แปลว่าต้องมีประสิทธิภาพเสมอไป เราอาจประสบความสำเร็จ ในการสร้างรายได้ให้สูงขึ้นได้ แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงตามไปด้วย ในขณะเดียวกันการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่ได้ แสดงว่าจะมีความมีประสิทธิผลอยู่ด้วย องค์กรอาจสามารถลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของ OT ลงได้ แต่งานที่ต้อง ทำให้เสร็จ กลับไม่เสร็จตามกำหนดเวลา เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ผู้นำที่บริหารได้ดีจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องของประสิทธิผลและประสิทธิภาพควบคู่กันไป

 

4) การวัดผล (Measurement)

สิ่งที่ทำมาทั้งหมด จะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลยหากเราไม่สามารถวัดผลสำเร็จของมันได้ การวัดผล นอกจากทำให้รู้ว่าเราทำได้ดีมากน้อยเพียงใดแล้ว ยังช่วยให้เกิดการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนเพื่อความสำเร็จที่มากยิ่งขึ้นไปใน อนาคตได้อีกด้วย

คุณภาพของภาวะผู้นำเป็นเรื่องของการสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับผลงานต่าง ๆถ้าพูดถึงผลงาน เราสามารถวัดออกมาได้ในรูปแบบที่เป็นทั้งรูปธรรม (Objective) และนามธรรม (Subjective) โดยการวัดจะประกอบไปด้วยสามส่วนสำคัญคือ การวัดในเชิงกลยุทธ์ (Strategic Indicators), การวัดในเชิงปฏิบัติการ (Operational Indicators) และการวัดในเชิงของการชี้นำ (Leading Indicators)

การวัดในเชิงกลยุทธ์คือการวัดในภาพรวมของ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นผลกำไร ความสามารถในการเก็บรักษาลูกค้าไว้ และการเติบโตในส่วนของรายได้และความสามารถของพนักงานเป็นต้น ส่วนการวัดในเชิงของการปฏิบัติ มักวัดในเรื่องของค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการหมุนเวียนของปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง การหมุนเวียนของลูกหนี้/เจ้าหนี้การค้า หรือแม้แต่การหมุนเวียนของพนักงาน เป็นต้น

และสุดท้ายสำหรับการวัดในเชิงของการชี้นำ คือ การมองไปยังประเด็นต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ ในอนาคต เช่น คุณภาพของภาวะผู้นำ ความพร้อมในการบริหารหรือความพร้อมของพนักงาน เป็นต้น

จากนั้นจึงนำผลที่วัดได้ทั้งหมดมารวมกัน วิเคราะห์ดูความเกี่ยวโยง แล้วจึงพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

ปัจจัยทั้ง 4 นี้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับภาวะผู้นำ พูดจริงๆแล้วภาวะผู้นำสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ตั้งแต่แม่บ้านจนไปถึงนายกรัฐมนตรี การแบ่งแยกภาวะผู้นำออกจากการบริหารจัดการเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า “แล้วคุณเป็นผู้นำในเรื่องอะไร?”

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด

apiwut@riverorchid.com

www.orchidslingshot.com