ประทับใจจนวันตาย

วันก่อนบังเอิญได้พบกับ “เล็ก” เพื่อนสนิทซึ่งเป็นผู้บริหารขององค์กรขนาดกลางแห่งหนึ่ง เขาเดินเข้ามาคุยด้วยหน้าตายิ้มแย้มพร้อมกับบอกว่า “ได้งานที่ใหม่แล้ว กำลังจะย้ายไปต้นเดือนหน้า” ผมงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะจำได้ว่า เมื่อสองปีก่อนเขาเคยคุยไว้ประมาณว่า องค์กรนี้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นรายได้ สวัสดิการ ระบบการทำงาน รวมถึงหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ถึงกับปฏิญาณว่าจะอยู่กับองค์กรนี้ไปจนเกษียณ
 
แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น ?
 
โดยไม่ลังเล ผมถามเล็กทันที เขายิ้มแล้วตอบว่า “ก็เรื่องเดิม ๆ ที่ทำให้คนส่วนมากลาออก” ผมทำหน้างงแต่ยังไม่ทันพูดอะไร เขาอธิบายต่อว่า “เจ้านายไง! เจ้านาย!”
 
“แล้วเจ้านายไปทำอะไรให้ล่ะ เมื่อก่อนเห็นเทิดทูนออกจะตาย” ผมถาม 
 
เล็กจึงเล่าให้ฟังว่าครึ่งปีก่อนเจ้านายคนเก่าที่เขาเทิดทูน เกษียณอายุออกไป ตอนนี้ได้เจ้านายคนใหม่มา เป็นคนเก่งแต่ปากไม่ค่อยดี ที่สำคัญชอบทำตัวแสนรู้ไปซะทุกเรื่อง ทุกวันเขาและเพื่อนร่วมงานต้องอยู่ด้วยความหวาดเสียวว่าจะโดนด่าไหม รู้สึกว่าทำดีเสมอตัว แต่ถ้าทำผิดนิดเดียวจะโดนประจานไป 7 วัน เพื่อนๆ ที่รับไม่ได้ลาออกไปแล้วหลายคนและเขาก็กำลังจะเป็นรายต่อไป
 
เรื่องของเล็กทำให้นึกถึงเพื่อนต่างชาติคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันตอนไปประชุมที่ต่างประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ เขาเล่าเหตุการณ์ประทับใจให้ฟังเรื่องหนึ่ง คือเมื่อหลายปีก่อนเขามีโอกาสส่งชื่อพนักงานคนหนึ่งไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อขอให้ได้รับการพิจารณาเป็นพนักงานดีเด่นประจำปี ตอนที่ส่งไปก็ไม่ได้หวังอะไรมาก เห็นว่าพนักงานทำงานดี มีผลงานและนิสัยดี เลยอยากให้กำลังใจ ส่งไปได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ซึ่งในปีนั้นพนักงานคนดังกล่าวก็ได้รางวัลมาเชยชมสมใจหวัง สิ่งที่ได้เป็นโล่และเงินรางวัลไม่เท่าไร หลังจากได้รับรางวัล พนักงานคนดังกล่าวร้องห่มร้องไห้มาขอบคุณเป็นวรรคเป็นเวร หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้คิดอะไรอีก จนกระทั่ง...
อีกเกือบ 10 ปีถัดมา พนักงานคนดังกล่าวเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เขาไปร่วมงานศพและมีโอกาสเห็นโล่รางวัลพนักงานดีเด่นนั้นอีกครั้ง จึงถือโอกาสพูดคุยกับครอบครัวของพนักงานถึงรางวัลดังกว่า จึงได้ทราบว่าพนักงานคนนี้มีความภาคภูมิใจในรางวัลที่ได้รับอย่างมาก หลายครั้งตลอดระยะเวลาที่เจ็บป่วย ลูกๆ เห็นพ่อของเขานั่งมองโล่นั้นด้วยความชื่นชม บางครั้งเอามากอดไว้จนหลับไป
 
จากประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ได้คิดว่าความสำเร็จและคำชมเชยหรือรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูไม่มีค่าอะไรมากนักแก่การจดจำสำหรับหัวหน้า กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของใครบางคนอย่างน่าอัศจรรรย์ จากนั้นเป็นต้นมา เพื่อนของผมคนดังกว่าก็ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะชมเชยหรือให้รางวัลแก่ลูกทีมของเขาเลย แม้จะเป็นเพียงความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม
 
สำหรับคนไทย การชมเชยดูจะไม่ใช่วัฒนธรรมของเรา หลายครั้งหลายคนมักรู้สึกว่าการชมมากเกินไปจะทำให้คนชมรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ในขณะที่คนได้รับคำชมก็รู้สึกอีหลักอีเหลื่อ เลยตัดสินใจไม่ชม !
 
นี่จึงคงเป็นสาเหตุที่งานวิจัยทุกงานวิจัยของทุกสถาบัน ยืนยันตรงกันว่า “คนไทยพูดกับคนใกล้ตัว แย่กว่าพูดกับคนไกลตัว” เพราะเราคิดว่า “กันเอง” ไม่เป็นไร
 
ลูกน้อง ดูเหมือนเป็นคนใกลตัว หัวหน้าหลายคนจึงหวงคำชม เพราะเกรงว่าหากมากไปจะเหริง จึงทำให้คนทำงานรู้สึกว่าตลอดเวลามีแต่การตำหนิ แต่ไม่มีการให้กำลังใจ
 
คำชมเชย เป็นน้ำหล่อเลี้ยงเล็กๆ ที่ทำให้หัวใจของคนทุกคนเบิกบานขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการชม ไม่ควรทำอย่างพร่ำเพรื่อ แต่ชื่นชมในสิ่งที่ควรค่าแก่การชมเชย
 
หากทำได้เช่นนี้เสมอๆ พนักงานที่รู้สึกอย่าง “เล็ก” ก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง ในองค์กรของคุณ
 
วันนี้ ชมใครหรือยัง ครับ ?
 
 
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามข้อคิดในการบริหารจัดการเพิ่มเติมได้ที่ twitter@apiwutp
www..facebook.com/OrchidSlingshot