บางครั้ง...อาจต้องปล่อยให้พนักงานทำผิดบ้าง !

วันก่อนผมเจอรุ่นน้องคนหนึ่งที่ร้านอาหารโดยบังเอิญ ครั้งสุดท้ายที่เราพบกันคือเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาเพิ่งได้ขึ้นตำแหน่งเป็นหัวหน้างานใหม่ ผมมีเวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนที่ต้องไปพบลูกค้า ผมจึงชวนเขานั่งกินข้าวด้วยกัน หลังจากพูดคุยไต่ถามถึงสารทุกข์สุขดิบกันแล้ว เขาก็เริ่มบ่นให้ผมฟังเรื่องงานของเขา โดยเฉพาะเรื่องลูกน้องใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา คำบ่นมีตั้งแต่ “ทำงานไม่ได้เรื่อง” “ต้องให้ค่อยแก้งานให้ตลอด” “ทำงานไม่ละเอียด” และ .... ฯลฯ

ผมได้แต่ยิ้มและรับฟัง ก่อนที่จะถามกลับไปว่า แล้วเคยให้คำแนะนำหรือคำติชมบ้างหรือไม่ รุ่นน้องผมตอบกลับมาอย่างไม่ค่อยจะเต็มเสียงเท่าไรนักว่า “ให้” ผมจึงถามต่อว่าแล้วลูกน้องคนอื่นของเขาเป็นเช่นนี้หรือไม่ เขาตอบอย่างเสียงดังฟังชัดว่า “ไม่เป็น” พวกนั้นเขาเป็นมืออาชีพมาก ทำงานเป็น ทำกันมานาน ทำมาตั้งแต่ก่อนที่รุ่นน้องคนนี้จะเข้าไปเป็นหัวหน้าพวกเขาเสียอีก (แสดงว่า พนักงานที่มีปัญหานี้เป็นลูกน้องใหม่แกะกล่องที่เพิ่งรับเข้ามาทำงานเป็นครั้งแรก และก็คงเป็นครั้งแรกที่เขาต้องรับมือและสอนงานลูกน้องใหม่)

ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เปลี่ยนมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับลูกชายของผมแทน ผมเล่าถึงตอนที่เขาหัดขี่จักรยานสองล้อใหม่ๆ ตอนนั้นผมเอาล้อเล็กๆสองข้างออก แล้วก็จับข้างหลังจักรยานเพื่อช่วยพยุงให้หัดขี่ เราใช้เวลากันอยู่หลายชั่วโมงแต่ลูกผมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขี่ได้ แต่เขาก็ไม่ละความพยายามในขณะที่ผมกลับต้องมานั่งคิดว่า ทำไมลูกจึงทรงตัวและขี่ไม่ได้เสียที

ในที่สุดผมก็เข้าใจว่า ที่เขาขี่ไม่ได้เพราะผมค่อยจับอยู่ตลอดเวลา พอผมปล่อยท้ายรถแล้วเขาทำท่าจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ผมก็จะเข้าไปช่วยพยุงในทันที เหตุผลหลักที่ผมทำเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้เขาเจ็บตัว แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ทำให้เขาไม่สามารถทรงตัวบนจักรยานได้เสียที

ถึงตรงนี้ รุ่นน้องมองผมด้วยสายตางงๆ ผมจึงเล่าต่อโดยโยงถึงเรื่องการบริหาร ถ้าเราไม่ปล่อยให้พนักงานทำงานผิดพลาดบ้าง เขาก็จะไม่ได้บทเรียนและก็ไม่สามารถพัฒนาได้ ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องแน่ใจว่า ความผิดพลาดของเขาต้องไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของพนักงานคนอื่นๆและต่อองค์กร เช่นเดียวกันกับที่ผมต้องปล่อยให้ลูกผมเอียงไปเอียงมา ก่อนที่เขาจะสามารถทรงตัวบนจักรยานได้

ยกตัวอย่างง่าย ถ้ามีพนักงานคนหนึ่งนำเอกสารที่จะนำเสนอผู้ใหญ่มาให้คุณและเอกสารนั้นไม่ได้ตามมาตรฐานที่คุณคาดหวังเอาไว้ คุณจะทำอย่างไร

ก. รับมาแล้วเอาไปแก้เองที่หลัง (เพราะมีเวลาจำกัด)
ข. บอกไปเลยว่าเขาทำอะไรไม่ถูกต้อง และบอกให้เขาไปแก้ไขมาใหม่ หรือ
ค. ปล่อยมันไป ให้เขาไปเรียนรู้จากสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากผลงานของเขา (ให้ผู้ใหญ่ตำหนิเขาเอง)
พูดจริงๆแล้ว แต่ละแนวทางล้วนมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องเลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ คำถามคือ แล้วสถานการณ์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไร

สำหรับสถานการณ์ เราต้องตอบคำถามดังต่อไปนี้ คือ (1) อะไรเป็นความเสี่ยงที่จะได้รับจากความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น (2) ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดคืออะไร (3) มีข้อจำกัดในเรื่องเวลาหรือไม่ (4) ความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น จะทำลายชื่อเสียงของคนๆนั้นไปตลอดชีวิตไหมและ (5) วิธีการที่เลือกใช้ จะเป็นบทเรียนที่มีประสิทธิภาพสำหรับพนักงานคนนี้หรือเปล่า

เมื่อเราเข้าใจในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว เราก็สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับมือกับพนักงานได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เขาสามารถยืนขึ้นได้ด้วยตนเอง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ถึงตอนนี้รุ่นน้องของผมเริ่มมองเห็นภาพลาง ๆ แล้วว่าผมพยายามจะบอกอะไรเขา แต่ก็ขอถามเพื่อความมั่นใจอีกทีว่า “ขอแบบสรุปๆ สั้นๆ จำไปใช้ง่ายๆ ได้ไหม”

ถ้าจะเอาแบบจำง่าย ๆ ก็แค่จำไว้ว่า “หากเรากล้าปล่อยให้พนักงานทำผิดได้บ้าง ภายใต้ความเสี่ยงระดับหนึ่งที่เราและเขาพอรับได้” การพัฒนาก็จะเกิดขึ้น

 
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com