บริหารแบบลูกทุ่ง

มีคนเขียนมาบ่นกับผมเกี่ยวกับการบริหารงานของตนเอง (นานๆจะเจอคนบ่นเกี่ยวกับตัวเองสักที) เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้เขาทำงานเป็นหัวหน้างานมากว่า 5 ปีแล้ว และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นไปในระดับที่สูงกว่านั้น เขาเคยไปถามหัวหน้าของเขาว่าอะไรทำให้เขาไม่มีโอกาสได้รับการโปรโมทขึ้นมา หัวหน้าของเขาก็ใจถึง ตอบตรง ๆ เลยว่า เพราะเขาบริหารงานแบบลูกทุ่งเกินไป เลยทำให้ไม่โต ...  คำถามคือ บริหารงานแบบลูกทุ่งมันผิดตรงไหน ????

เอ่อ... เจอคำถามนี้ไป ผมก็อึ้งเหมือนกัน ต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันมีผู้บริหารจำนวนหนึ่งที่โตมาจากการทำงานแบบลูกทุ่ง คือแบบลุยๆ แบบถึงลูกถึงคน ซึ่งถ้าให้อธิบายคำว่า “ลูกทุ่ง” ในหลักของการบริหารแล้ว คงแปลได้ว่า การทำอะไรแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่มีระบบแบบแผนที่แน่นอน ไร้กระบวนยุทธ์ เป็นการทำงานแบบเฉพาะหน้า เข้าหาและเข้าถึงลูกน้อง

แต่การทำงานในลักษณะนี้นั้น เราต้องเข้าใจว่ามันสามารถสร้างความสำเร็จให้ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น รูปแบบการบริหารแบบลูกทุ่งอาจจะเหมาะสมกับการบริหารในระดับหัวหน้างานหรือในองค์กรเล็กๆที่ยังไม่มีระบบระเบียบมากมายเท่าไรนัก แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ตำแหน่งหรือองค์กรจำเป็นต้องมีความเป็นระเบียบและระบบมากขึ้น การบริหารแบบลูกทุ่งก็จะไม่เหมาะอีกต่อไป

ยกตัวอย่างของบริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งที่ผมรู้จัก เขาเป็นบริษัทที่ทำงานกันแบบลูกทุ่งมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ กล่าวคือ ไม่มีระบบระเบียบภายในองค์กร ใครต้องการอะไรก็ไปซื้อมาแล้วเอาบิลมาเบิก ฝ่ายขายมีหน้าที่ขาย เก็บเงิน และออกใบเสร็จให้ลูกค้าด้วย ไม่มีระบบการจัดซื้อวัตถุดิบ คือใครใคร่สั่งซื้อก็สั่งมา ไม่มีการเช็คว่าของในสต๊อคมีหรือไม่

ดังนั้นเมื่อลูกที่จบการศึกษาด้านบริหารมารับช่วงต่อ เข้าไปจัดระบบระเบียบใหม่เนื่องจากมองว่า ด้วยวิวัฒนาการของธุรกิจในภาพรวม ด้วยระบบและเทคโนโลยีในปัจจุบัน รวมถึงความคิดของบุคลากรที่มีความซับซ้อนและเจ้าเล่ห์มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทำให้เขามองว่าการที่องค์กรจะอยู่รอดได้ ต้องอาศัยการบริหารงานอย่างมีระบบ

และสิ่งที่เขาค้นพบ ก่อนที่จะมีการเข้าไปจัดระบบอย่างเป็นทางการคือ คนบางกลุ่มพอรู้ว่าจะมีการถ่ายโอนอำนาจจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ไปสู่รุ่นลูก ก็รีบชิงลาออกไปก่อนและเมื่อระบบเริ่มเข้ามามีส่วนในการบริหาร ก็ค้นพบว่า มีการโกงกินกันภายในบริษัทค่อนข้างมาก เช่นพนักงานขายเก็บเงินมาก็ไม่เอามาให้บริษัท การสั่งซื้อวัตถุดิบก็เป็นการสั่งแบบตามความพอใจ คือถ้าบริษัทที่ขายวัตถุดิบมีโปรโมชั่น เช่นซื้อเท่านี้บาทจะได้ตั๋วไปเที่ยวฮ่องกง ก็จะสั่งซื้อมา แล้วคนสั่งก็เอาตั๋วฮ่องกงไปใช้

นอกจากนี้ สิ่งที่เขาค้นพบคือ โดยส่วนมากคนที่โกงกินคือคนที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้เขามองว่าถ้าบริษัทยังคงบริหารแบบลูกทุ่งแบบที่รุ่นพ่อรุ่นแม่ทำ องค์กรก็คงไม่สามารถไปรอดได้ในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้

เช่นเดียวกันกับการทำงานในองค์กรใหญ่ๆ ถ้าคุณทำงานแบบลูกทุ่ง คุณก็จะมีความก้าวหน้าและสามารถทำงานขึ้นตำแหน่งไปได้ถึงในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อคุณต้องการขึ้นตำแหน่งที่สูงกว่านั้นไปอีก การบริหารแบบลูกทุ่งไม่สามารถตอบสนองได้อีกต่อไป คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการบริหารเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือ เปลี่ยนแนวทางการบริหารแบบลูกทุ่งให้กลายมาเป็นแบบมีระบบมากขึ้น จากที่เคยแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า ก็ต้องมีการคิดให้รอบคอบมากขึ้นก่อนการตัดสินใจทำอะไรลงไป จากแบบที่ไม่ชอบและไม่เอาหลักวิชาการ ก็ต้องมาดูและพิจารณาให้มากขึ้น จากที่เคยเข้าถึงลูกน้อง เข้าไปคลุกคลีมากๆ ก็ต้องถอยออกมาหน่อยเพื่อดูความสำเร็จและองค์ประกอบต่างๆในภาพรวม

เราต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เคยทำมาในอดีต สิ่งที่เคยทำให้คุณประสบความสำเร็จมาถึงที่ๆคุณอยู่ได้ในปัจจุบัน ไม่ได้แปลว่าจะสามารถทำให้คุณก้าวหน้าต่อไปได้ การปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเป็นประเด็นสำคัญที่คุณต้องไม่มองข้าม อย่างที่ฝรั่งเขาพูดกันไว้ว่า ‘What got you here won’t get you there’ ... หมายความว่า สิ่งที่นำพาคุณมาถึงจุดนี้ อาจไม่การันตีว่าถูกต้องและจะนำพาความสำเร็จมาให้คุณอีกในอนาคต

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com