“วัฒนธรรมแห่งความไว้ใจ” เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรแห่งอนาคต

เราทำมาหมดแล้วครับทั้งแจกเสื้อ แจกปากกา เข็มกลัด แผ่นรองเมาส์ ป้ายประกาศปลุกจิตสำนึกก็แปะไปทั่ว ไม่ว่าจะหน้าลิฟต์ หน้าครัว ไม่เว้นแต่ในห้องน้ำ... แต่คนก็ไม่เปลี่ยน!!! ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ซีอีโอต้องการเห็นผลเชิงรูปธรรม เราอยากทราบว่าทางทีมที่ปรึกษาจะมีอะไรมานำเสนอเอาแบบที่เห็นผลได้ทันทีเลย!!! หัวหน้าฝ่ายวัฒนธรรมองค์กรกล่าวอย่างมุ่งมั่นในห้องประชุมขนาดใหญ่ที่มีทีมงานวัฒนธรรมองค์กรอีก 4 ท่านนั่งอยู่ภายในห้องที่มีโปสเตอร์ค่านิยมองค์กรแปะอยู่บนผนังรอบห้อง พร้อมกองเอกสารค่านิยมองค์กร ใบประเมินผลและอุปกรณ์กิมมิกย้อนหลังไป 3 ปีที่วางบนโต๊ะ

ในปีนี้ดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมด้านพัฒนาบุคลากรระดับโลกที่จัดขึ้น ณ เมืองแอตแลนต้าประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดินผ่านห้องบรรยายห้องหนึ่งเห็นชื่อหัวเรื่อง “สมองกับความไว้ใจ ” ในฐานะที่ดิฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของ ดร. ธัญ ธรรมรงค์นาวาสวัสดิ์ ผู้นำสมองของประเทศไทย บอกเลยไม่เข้าฟังไม่ได้แล้วห้องนี้ และก็ไม่ผิดหวังเมื่อผู้บรรยายเริ่มกระตุกต่อมอยากรู้อยากเห็นของดิฉันว่า…วัฒนธรรมแห่งความไว้ใจกำลังจะเปลี่ยนโลกและนี่ถือเป็นปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นเอกเบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรแห่งอนาคต… คำถามมากมายเกิดขึ้นในสมองดิฉันว่าอีความไว้เนื้อเชื่อใจหรือที่เรียกว่า Trust มันเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร มันดูเป็นเรื่องที่เบาบางออกแนวนามธรรมเกินกว่าจะวัดผลได้ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจซีอีโอหรือผู้บริหารที่อยากเห็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบจับต้องได้เห็นผลเร็ววัดผลได้ชัดเจน!!

ไม่นานนัก ผู้บรรยายก็เฉลยว่าเมื่อใดก็ตามที่เราได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้นำที่เรารู้สึกว่าเค้าเก่งมีความสามารถ (Capable) แถมยังเป็นคนใส่ใจคน (Caring) ซื่อสัตย์มีจริยธรรม (Condor) และมีความสม่ำเสมอคาดเดาได้ (Consistency) เมื่อนั้นความรู้สึกไว้วางใจจะเกิดขึ้น ถึงจุดนี้เองทางกายภาพพบว่าเป็นช่วงที่มีการหลั่งของสารออกซิโทซิน (Oxytocin) ฮอร์โมนแห่งความรักและความผูกพันในสมองซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันที่หลั่งตอนที่คุณแม่กำลังคลอดบุตรนั่นเอง งานวิจัยทางประสาทวิทยาสนับสนุนการสร้างผู้นำและวัฒนธรรมองค์กรที่ช่วยการหลั่งของสารออกซิโทซินในสมองอันจะนำไปสู่การเพิ่มความไว้ใจและผลการปฏิบัติงานที่สูงขึ้น ยิ่งกว่านั้นการศึกษากลุ่มตัวอย่างสังคมคนทำงานในอเมริกากว่าพันคนพบว่าองค์กรที่สร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้ใจนั้นพนักงานจะมีความผูกพันสูงกว่าถึง 70% มีความสุขมากกว่า 60% และผลผลิตความคิดสร้างสรรค์สูงกว่า 50% เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรที่ไม่มีวัฒนธรรมแห่งความไว้ใจ มาถึงจุดนี้การสร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้ใจคงไม่ใช่เรื่องที่จับต้องไม่ได้หรือดูเป็นแค่เรื่องลัลลาแลนด์อีกต่อไป

Trust Culture
 
หลังจากฟังการบรรยายจนจบแล้ว ดิฉันกลับมานั่งย้อนคิดถึงวันที่ได้คุยกับหัวหน้าฝ่ายวัฒนธรรมองค์กรในวันนั้นและฝากข้อคิดไว้กับทุกท่านว่าหากกลับมาดูว่าป้ายประกาศโปสเตอร์ เสื้อ ปากกา แผ่นรองเมาส์หรือแม้แต่การนำเรื่องวัฒนธรรมองค์กรไปผูกกับระบบประเมินผลประจำปีนั้น ท่านได้ทำให้พนักงานเกิดความไว้วางใจอยากเปลี่ยนอยากไปต่อด้วยหรือไม่?? โดยธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงไม่เป็นมิตรต่อสมองคนอยู่แล้ว หากพฤติกรรมที่คาดหวังให้เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรอันใหม่ (Culture by Design) มันต่างไปจากพฤติกรรมเดิมที่ถือปฏิบัติมาแต่ช้านาน (Culture by Default) และสมองตีความว่าเราจะต้องถูกเปลี่ยนเพื่อตอบรับกับวัฒนธรรมใหม่นี้ โดยธรรมชาติสมองจะไม่ไว้ใจและต่อต้านในที่สุด!! จะดีกว่ามั้ยหากเราจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ประสบผลสำเร็จผ่านการการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและสร้างความไว้วางใจให้คนรู้สึกอยากเปลี่ยนอยากไปต่อ สร้างวัฒนธรรมที่คนทุกคนสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leading Change) เป็นคนยกมือบอกได้ว่าเห็นรอยร้าวบางอย่างจากการทำงานในปัจจุบันที่เราต้องเปลี่ยนแทนการรอให้บริษัทมาบอกว่านี่คือพฤติกรรมที่คุณต้องเปลี่ยนเพื่อตอบรับนโยบายและความอยู่รอดขององค์กรในอนาคต เมื่อนั้นพฤติกรรมใดๆ ที่องค์กรอยากเห็นอยากให้เปลี่ยนคงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเมื่อไว้ใจแล้วคนก็ทุ่มเกินร้อย ถึงตอนนั้น KPIs หรือ OKRs คงไม่ต้องพูดถึง
 



ดร. สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ
กรรมการผู้จัดการใหญ่
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม 2560