ปัจจุบันนี้ธุรกิจที่ปรึกษาเป็นกิจการที่เฟื่องฟูมาก องค์กรเล็กใหญ่ต่างใช้บริการที่ปรึกษากันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ที่ปรึกษาด้านการเงิน ที่ปรึกษาด้าน IT ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม หรือแม้แต่ที่ปรึกษาด้านการบริหารและพัฒนาคน เป็นต้น
 
เป็นที่ทราบกันดีว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ที่ปรึกษาแต่ละครั้งนั้น เป็นสิ่งที่ต้องคิดแล้วคิดอีก คำถามคือเงินที่จ่ายกับผลที่ได้ คุ้มค่าเพียงใด 
ต้องยอมรับว่า “วัดยาก” โดยมากแล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คงไม่มีใครออกมาบอกว่าโครงการจ้างที่ปรึกษานั้นๆ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง (เว้นแต่ว่าแย่จริงๆ) เพราะ “ความสำเร็จ” ขึ้นอยู่กับคำจำกัดความว่า หมายถึงทำงานเสร็จตามที่ตกลง ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจ หรือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนหลังจากที่ปรึกษาจากไป เป็นต้น

ในฐานะที่ปรึกษาคนหนึ่ง อยากแนะนำว่าการใช้ที่ปรึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้นั้นต้องรู้วิธี ต้องเข้าใจว่าที่ปรึกษามีกี่แบบและแต่ละแบบสามารถช่วยอะไรได้บ้าง 

การใช้ที่ปรึกษาไม่ใช่กิจกรรมที่ทำแบบเชิงรับ (Passive Activity) คือนั่งรอให้ที่ปรึกษาบอก ต้องอย่าลืมว่า “ที่ปรึกษา” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ดังนั้นหากไม่มีใครไปปรึกษา เขาก็อาจจะไม่บอกเพราะไม่อยากก้าวก่าย ดังนั้นการใช้ที่ปรึกษาจึงต้องทำแบบเชิงรุก (Active Activity) คือหาเรื่องหาประเด็นไปปรึกษาเสมอ หากนั่งอยู่เฉยๆ ไม่กระตือรือร้นที่จะใช้ที่ปรึกษาให้เกิดประโยชน์ รับรองได้ว่าเงินที่จ่ายไปจะไม่คุ้มค่าแน่นอน

ที่ปรึกษามีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ วันนี้ขอนำมาเล่าเป็นตัวอย่างสัก 2-3 ประเภท 

ที่ปรึกษาประเภทแรกคือที่ปรึกษาแบบเป็นแขนเป็นขา (Contractual Consultant) ที่ปรึกษากลุ่มนี้มีสัญญาจ้าง มีเป้าหมายในการทำงานและมีเงื่อนเวลาระบุไว้ชัดเจน หน้าที่ของพวกเขาคือเข้ามาช่วยทำงานบางอย่างให้สำเร็จ เพราะบุคลากรในองค์กรไม่เพียงพอหรือขาดความรู้ความชำนาญที่จำเป็น ที่ปรึกษาจะเป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมดจนเสร็จสิ้นและส่งมอบผลงาน (Build & Transfer) ตัวอย่างเช่น การจ้างที่ปรึกษามาวางระบบงานด้าน IT ซึ่งทีมที่ปรึกษาจะเข้ามาทำงานจนเสร็จและส่งมอบงานให้กับองค์กร รับค่าจ้างแล้วจากไป ข้อดีของการใช้ที่ปรึกษาประเภทนี้คือได้งานตามที่ต้องการ แต่ข้อเสียคือความรู้ของที่ปรึกษาไม่ได้อยู่กับองค์กร อาจทำให้ต้องพึ่งพิงที่ปรึกษาอยู่ร่ำไป

ทีี่ปรึกษาประเภทที่สองคือที่ปรึกษาแบบพันธมิตร (Partnership Consultant) ที่ปรึกษาประเภทนี้อาจทำงานเป็นโครงการหรือทำงานต่อเนื่องก็ได้ แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่าที่ปรึกษาจะทำงานร่วมกับทีมงานภายในองค์กรให้งานสำเร็จและถ่ายทอดความรู้ให้กับบุคลากรภายในองค์กรด้วย เพื่อที่ในระยะยาวจะได้ไม่ต้องพึ่งพิงที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ อีกต่อไป (Build, Share & Transfer) ที่ปรึกษาประเภทนี้เช่น ที่ปรึกษาด้าน HR ที่เข้ามาวางระบบการสรรหาและคัดเลือกพนักงานให้กับองค์กร นอกจากมาช่วยดูแลเรื่องระบบแล้วยังช่วยสอนผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างานหรือหน่วยงานทรัพยากรบุคคล ให้มีความรู้ความสามารถในการสรรหาและคัดเลือกพนักงานอีกด้วย เป็นต้น

ข้อดีคือความรู้ของที่ปรึกษาและทีมงาน จะถูกถ่ายทอดให้อยู่กับองค์กร ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพิงที่ปรึกษาในระยะยาว ข้อเสียคือหากขาดการสื่อสารที่ชัดเจน บุคลากรในองค์กรอาจรู้สึกว่าทำไมจ้างที่ปรึกษามาแล้วยังต้องทำงานให้กับที่ปรึกษาอีก นอกจากนั้นการคัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม มาทำงานร่วมกับทีมงานที่ปรึกษาเพื่อซึมซับความรู้เป็นส่ิงที่ต้องให้ความสำคัญและสนใจย่ิง เพราะหากเลือกคนไม่ถูก จะทำให้ไม่ได้ความรู้ที่ควรได้จากทีมงานที่ปรึกษา

ที่ปรึกษาประเภทสุดท้ายคือแบบเผื่อต้องใช้ (Advisory Consultant) ที่ปรึกษาประเภทนี้มักถูกจ้างเข้ามาเพราะความรู้ความสามารถหรือความสัมพันธ์เฉพาะตัวของที่ปรึกษา ปกติที่ปรึกษาเหล่านี้ไม่ต้องทำงานหรือให้คำปรึกษา ยกเว้นกรณีที่มีปัญหาหรือองค์กรต้องการความช่วยเหลือจึงเรียกใช้ ยกตัวอย่างเช่น การจ้างข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุแล้วมาเป็นที่ปรึกษา เผื่อว่าหากต้องติดต่อผู้ใหญ่ในวงราชการหรือต้องใช้ความสัมพันธ์บางอย่างในการทำงาน  ก็จะได้อาศัยไหว้วาน

ข้อดีของการจ้างที่ปรึกษาประเภทนี้คือคือ หากเลือกใช้ในจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม แม้เพียงครั้งเดียวก็อาจให้ประโยชน์คุ้มค่า ข้อเสียคือองค์กรอาจรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าหากไม่ค่อยมีปัญหาให้ต้องเรียกใช้

ที่ปรึกษาเป็นส่ิงดีและมีคุณค่า หากรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

องค์กรที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ เลือกใช้ที่ปรึกษา เพราะเชื่อว่าเป็นทางลัดไปสู่ความสำเร็จ แต่ทุกวันนี้มีที่ปรึกษามากมายให้เลือกสรร หากมีหลักการที่ดีและมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ที่ปรึกษาก็จะช่วยให้ท่านได้อย่างแน่นอน
 
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามข้อคิดดีๆ ได้ที่ twitter@apiwutp