ทำไมผู้หญิงจึงเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลกว่าผู้ชาย


เชื่อหรือไม่ว่าผลการสำรวจองค์กรต่างๆ ทั่วโลกพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของบุคลากรระดับปฏิบัติการเป็นผู้หญิง ในขณะที่ ผู้นำระดับซีอีโอในโลกนี้ 90% เป็นผู้ชาย

 

และ...ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือผู้หญิงเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลมากกว่าผู้ชาย !

 

Zenger Folkman องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เพื่อทำหน้าที่พัฒนาภาวะผู้นำผ่านกระบวนการดึงจุดแข็งมาทำให้โดดเด่น ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาว่าระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ใครเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล (Effective) มากกว่ากัน พบข้อสรุปที่น่าสนใจ

 

งานวิจัยดังกล่าวได้นำข้อมูลผลการประเมิน 360 องศาของผู้นำทั่วโลกประมาณ 16,000 คนซึ่งแต่ละคนมีผู้ประเมินรอบด้านทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับชาเฉลี่ยอีก 13 คน รวมผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้นในการเก็บข้อมูลครั้งนี้มากกว่า 200,000 คน โดย 2 ใน 3 เป็นผู้ชาย (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.businessinsider.com/study-women-are-better-leaders-2014-1)

 

ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยภาพรวมความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลของผู้หญิงสูงถึง 54.5% ในขณะที่คะแนนของผู้ชายมีเพียง 51.8% นอกจากนั้นยังพบว่าช่วงอายุของเพศหญิงและเพศชายมีผลต่อการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล (Effective Leaders) แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

 

ณ ช่วงอายุ 25 ปีทั้งชายและหญิงเริ่มต้นไม่แตกต่างกัน หลังจากนั้นผู้ชายเป็นม้าตีนต้นออกสตาร์ทได้งดงามกว่า คะแนนความมีประสิทธิผลแซงหน้าผู้หญิงไปจนถึงจุดสูงสุด (Peak) ที่อายุประมาณ 30 ปี ระหว่างนั้น ผู้หญิงที่เครื่องร้อนช้าใช้เวลาเผาหัวอยู่สักระยะ ก็เริ่มไล่กวดมา ช่องว่างความห่างระหว่างเพศหญิงและเพศชายค่อยๆ แคบเข้า จนกระทั่งช่วงอายุประมาณ 35-36 ปีหรือ 10 ปีให้หลัง ชายและหญิงกลับมามีระดับคะแนนด้านประสิทธิผลเท่ากันอีกครั้ง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะหลังจากช่วงอายุนั้นเป็นต้นมา ฝ่ายหญิงก็ค่อยๆ ทิ้งห่างฝ่ายชายไปเรื่อยๆ จนระยะห่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญและเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

 

จากนั้นเธอก็เร่งฝีเท้าทิ้งห่างอย่างชนิดไม่เห็นฝุ่น จนความต่างของประสิทธิผลระหว่างหญิงและชายมากถึงเกือบ 10% ในช่วงปลายชีวิตการทำงานคืออายุประมาณ 56-60 ปี

เกิดอะไรขึ้น ?

 

ทีมงานวิจัยของ Zenger Folkman ได้ทำการศึกษาต่อเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง โดยทำการสัมภาษณ์ผู้หญิงหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยครั้งนี้ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเธอถูกมองว่ามีประสิทธิผลมากกว่าผู้ชาย

สิ่งที่ผู้หญิงหลายคนพูดเหมือนกันคือ “การจะได้รับการยกย่องและยอมรับในระดับเดียวกันกับผู้ชาย เราต้องลงแรงมากกว่าพวกเขา ทำผิดพลาดให้น้อยที่สุดและแสดงศักยภาพให้เห็นอย่างชัดเจน”  พูดง่ายๆ “พวกเราต้องสร้างผลงานให้ได้เป็น 2 เท่าของผู้ชายเพื่อให้ได้รับการยกย่องเพียงครึ่งเดียวของพวกเขา” (We must perform twice as well to be thought half as good.)

 

ในขณะเดียวกัน ทีมวิจัยได้ทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในคลังข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถด้านหนึ่งของผู้นำคือการฝึกฝนพัฒนาตนเอง (Practicing Self Development) โดยทักษะด้านนี้ดูว่าผู้นำมีการตั้งคำถามเพื่อขอข้อมูลป้อนกลับและปรับเปลี่ยนพัฒนาตนเองตามข้อมูลที่ได้รับหรือไม่ (Ask for feedback and make change based on that feedback) 

 

ผลการศึกษาพบว่าในช่วงแรกๆ ของการทำงาน บุคลากรไม่ว่าหญิงหรือชาย ต่างมีแนวโน้มที่จะเปิดรับข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) และนำมาปรับปรุงตัวเองมากพอๆ กัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปอัตตา (Ego) เพิ่มสูงขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นคนไม่ยอมรับข้อมูลป้อนกลับและไม่คิดจะปรับเปลี่ยนอะไร เข้าข่ายภาษิตโบราณที่ว่า ไม้แก่ดัดยาก

ทีมวิจัยได้แบ่งคะแนนในเรื่องนี้ของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงแยกตามช่วงอายุ พบว่าในช่วงต้นของชีวิตการทำงานคืออายุประมาณ 25 ปี ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองสูงพอๆ กันคือประมาณ 73% หลังจากนั้นฝ่ายชายจะมีความกระตือรือร้นมากกว่าฝ่ายหญิงจนถึงช่วงอายุประมาณ 35 ปี 

 

ที่ไม่น่าเชื่อคือ...

 

หลังจากอายุ 40 เป็นต้นไป ทักษะด้านการฝึกฝนพัฒนาตนเองของฝ่ายชายลดลงเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง การรับฟังข้อมูลป้อนกลับลดลงจาก 55% ในช่วงอายุ 35-40 ปี เหลือเพียง 44% ตอนช่วงอายุ 60 ปี

ในทางกลับกันผู้หญิงยังคงนิสัยการสอบถามเพื่อขอข้อมูลป้อนกลับและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและคงที่ อยู่ที่ประมาณ 55-57% ตั้งแต่ช่วงอายุ 35-60 ปี

 

งานวิจัยนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนที่มีโอกาสไปบรรยายเรื่องการพัฒนาภาวะผู้นำให้กับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการประมาณ 200 คน พบว่าผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีประมาณ 30 คนนั่งเรียนแถวหน้าด้วยความสนใจ ซักถามและมีส่วนร่วมตลอดการสัมมนา ส่วนผู้บริหารชายที่เหลือนั่งกระจายกันไป ส่วนใหญ่อยู่หลังห้อง มีความสนใจซักถามบ้างตามสมควร แต่ส่วนมากคุยเล่นและแซวกันเป็นระยะๆ พอได้อ่านงานวิจัยนี้จึงถึงบางอ้อว่าทำไมพวกเขาถึงเป็นเช่นนั้น

 

คำถามชวนคิดคือ เป็นไปได้หรือไม่ เพราะผู้ชายประสบความสำเร็จเร็วและง่ายกว่าเมื่อเทียบกับผู้หญิง จึงทำให้มีอัตตาและเกราะกำบัง (Defensive Mechanism) ที่แข็งแรง จนกลายเป็นคนไม่เปิดรับฟังผู้อื่นและส่งผลให้ประสิทธิผลในการทำงานค่อยๆ ด้อยลง

 

จริงอยู่ งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากคนตะวันตกมากกว่า 70% ในขณะที่มีข้อมูลจากประเทศไทยน้อยมาก คิดเป็นประมาณ 2-3% ของข้อมูลทั้งหมด แต่ผลการวิจัยก็ยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ชัดเจน เช่น ด้วยผลงานเท่ากันผู้ชายได้เปรียบกว่าผู้หญิง อัตตาของผู้ชายโดยรวมสูงกว่าผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้น การเปิดใจเรียนรู้ของผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงในเชิงเปรียบเทียบ เป็นต้น

 

เพราะฉะนั้นหากจะสรุปว่าวัฒนธรรม เชื้อชาติหรือภาษา ไม่ได้ทำให้มนุษย์เราต่างกันในเชิงพฤติกรรม ผู้ชายยังคงเป็นพันธุ์ (Specie) ของเขาแบบนี้ ไม่ว่าอยู่ประเทศไหนในโลก

ผมสรุปถูกไหม ?

 

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา : Boardroom Magazine Vol.37