ทัศนคติแบบหยุดนิ่งหรือทัศนคติแบบเติบโต

คุณเคยสังเกตบ้างไหมว่า กว่าเราจะทำอะไรได้ดีนั้น เราต้องผ่านความผิดพลาดมาก่อนแล้วทั้งนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เด็กที่ตั้งไข่ กว่าจะเดินได้ต้องผ่านการล้มมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หรือแม้แต่ผู้ใหญ่กว่าจะเรียนรู้ในทักษะต่างๆได้ ก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมากันแล้วทั้งสิ้น

จากประสบการณ์การเป็นโค้ชให้กับผู้บริหารระดับสูงหลายต่อหลายคน ผมเคยถามผู้บริหารเหล่านั้นถึงจุดก้าวกระโดดของชีวิตการทำงานของพวกเขา ซึ่งคำตอบที่ได้รับล้วนประกอบไปด้วยความล้มเหลวก่อนความสำเร็จแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกจากงานเก่าแล้วมาได้งานใหม่ที่มีความก้าวหน้ามากกว่า หรือบางคนก็เจอกับความล้มเหลวในระบบใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวจากจากเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง หรือความล้มเหลวของโครงการที่รับผิดชอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาต้องเริ่มต้นใหม่ และเริ่มต้นด้วยความไม่ย่อท้อ พร้อมทั้งนำบทเรียนครั้งก่อนมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์

แม้ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่โดยส่วนมากแล้วจะเริ่มต้นจากความล้มเหลวของชีวิต แต่ในชีวิตจริงหลายคนพยายามที่หลบหลีกความล้มเหลวเหล่านั้น อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เราคิดเช่นนี้

Dr. Carol Dweck ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Standford ได้ค้นคว้าวิจัยเพื่อให้เข้าใจถึงปฏิกิริยาของคนเราว่า ทำไมคนจึงยอมแพ้เมื่ออยู่ในสภาวะที่ยากลำบากและต้องต่อสู้อย่างมากเพื่อให้ชนะอุปสรรคนั้นๆ ผลที่ออกมาพบว่า สิ่งที่ทำให้คนเรายอมแพ้คือ ความคิดหรือทัศนคติของตัวเราเอง

ถ้าคุณคิดว่าทักษะความสามารถของคุณเป็นอะไรที่ติดตัวมาแต่กำเนิด คุณก็คงจะพยายามหลบหลีกความล้มเหลวตลอดเวลาเพราะความล้มเหลวจะทำให้คุณเห็นถึงข้อจำกัดในความสามารถของคุณ และนี่เป็นลักษณะของคนที่มีทัศนคติแบบหยุดนิ่ง สังเกตได้ง่ายๆสำหรับคนลักษณะนี้ คือจะเป็นคนที่ชอบแก้ปัญหาเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะนั่นทำให้เขารู้สึกถึงความมีศักยภาพในตัวตนเอง

เด็กที่มีทัศนคติแบบหยุดนิ่งจะเป็นเด็กที่ทำอะไรแบบเดิมๆตลอด เช่นชอบต่อตัวต่อที่เป็นรูปเดิมๆ ไม่กล้าที่จะลองรูปใหม่ที่มีความยากมากขึ้น เช่นเดียวกันกับเด็กนักเรียนที่มีทัศนคติแบบหยุดนิ่ง ก็จะเป็นเด็กที่ไม่กล้าเรียนภาษาใหม่ๆ ผู้นำที่มีทัศนคติแบบหยุดนิ่งจะสังเกตได้ จากการที่เขาจะพยายามหาคนรอบๆตัวที่มีแต่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเขาตลอด ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้ผู้นำรู้สึกว่าตนเองนั้นฉลาดและมีความสามารถ

แต่ถ้าคุณมองว่า ทักษะความสามารถของคุณเกิดมาจากการเรียนรู้และความเพียรพยายามแล้วล่ะก็ คุณจะพยายามพัฒนาตนเองด้วยการทำอะไรหลายๆอย่างแม้ว่ามันจะหมายถึงความล้มเหลวก็ตาม คนที่มีทัศนคติแบบเติบโตจะรู้สึกว่าตนเองฉลาดเมื่อเขาได้เรียนรู้และพัฒนา แต่ไม่ใช่จากความรู้สึกที่ว่าตนเองนั้นไม่เคยทำอะไรล้มเหลวเลย

ยกตัวอย่างนักกีฬาที่เก่งหลายๆคน ถ้าเขารู้ว่าตนเองมีจุดอ่อนตรงไหน เขาจะพยายามฝึกซ้อมจนกว่าจะทำได้ดีขึ้น หรือแม้แต่นักธุรกิจหลายๆคนก็เช่นกัน ยกตัวอย่างคุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ผู้เป็นเจ้าของตำนานธุรกิจ “ศิริวัฒน์ แซนด์วิช” ก่อนที่เขาจะสามารถสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาได้นั้น เขาพบกับความล้มเหลวในหน้าที่การงานมาก่อนด้วยพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่ด้วยทัศนคติแบบเติบโตที่เขามี ทำให้เขาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และสุดท้ายก็กลายมาเป็นเจ้าของกิจการเสียเอง

ดังนั้นถ้าคุณมีทัศนคติแบบเติบโต คุณจะใช้ความล้มเหลวของคุณเองในการพัฒนาตนเอง แต่ถ้าคุณมีทัศนคติแบบหยุดนิ่ง คุณจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดความล้มเหลวขึ้นในชีวิต ซึ่งจะทำให้คุณไม่ได้เรียนรู้และเติบโตเช่นกัน

พูดจริงๆแล้ว ทัศนคติแบบเติบโตเป็นความลับสำคัญของการเพิ่มศักยภาพของคนเราทุกคน ถ้าคุณต้องการที่จะพัฒนาพนักงานของคุณ ลองให้งานที่เกินความสามารถปัจจุบันของเขาขึ้นไปอีกหน่อย ถ้าพวกเขาบ่นว่าพวกเขาไม่สามารถทำได้ จงบอกพวกเขาไปว่า คุณคาดหวังว่าพวกเขาจะใช้เวลามากกว่าปกตินิดหน่อย ดิ้นรนและขนขวายอีกนิด พวกเขาจะทำได้เอง แต่อย่างไรก็ตามคุณต้องเข้าใจว่า มันอาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในระหว่างทางได้เช่นกัน ไม่งั้นก็ไม่ใช่การเรียนรู้และพัฒนาที่ดี

ถ้าคุณต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคุณเอง จงตั้งเป้าหมายของคุณให้สูงเข้าไว้ และเป้าหมายที่ตั้งนี้  ต้องมีโอกาสที่จะทำได้สำเร็จอย่างน้อย 50-70%  จงอย่ากลัวความผิดพลาดเพราะนั่นจะทำให้คุณได้เรียนรู้ และพัฒนา จากการวิจัยพบว่า ถ้าคุณฝึกซ้อมหรือทำอะไรก็แล้วแต่ ถึง 10,000 ชั่วโมง แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากศูนย์ คุณจะเก่งและเป็นผู้เชี่ยวชาญได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นจงมีทัศนคติแบบเติบโต อย่ากลัวความล้มเหลว เพราะไม่เช่นนั้นคุณจะไม่สามารถพัฒนาตัวคุณเองได้...

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com