ทักษะการเล่าเรื่อง…อาวุธที่ทรงพลังสำหรับผู้นำ
(The Power of Business Storytelling for Leaders)

 

จะมีสักกี่ครั้งที่คุณเดินออกจากห้องประชุมด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องที่ถูกเล่าโดยคนซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะจนรู้สึกคันปากอยากนำเรื่องที่ได้ฟังไปเล่าต่อให้คนอื่นรับรู้ใจจะขาดแม้ตลอดระยะเวลาของการประชุมจะมีแค่เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวที่คุณอาจจดจำได้ แต่กลับคุ้มค่าที่ได้นั่งอยู่ในห้องนั้นนานกว่า 2 ชั่วโมง

 

หากความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นกับคุณ แสดงว่ามนต์เสน่ห์ของเรื่องเล่า ได้ฝังเข้าไปในความทรงจำของคุณแล้วโดยไม่รู้ตัว จะเกิดอะไรขึ้นหากผู้บริหารท่านหนึ่งต้องการจะสื่อสารให้พนักงานเห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองให้มีทักษะที่หลากหลาย (Multi-Skilled Employee) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ดังต่อไปนี้

 

“…สิ่งที่ผมจะพูดคือนโยบายเพื่ออนาคตของพวกเราถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์กลยุทธ์ทางธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคแบบเรียลไทม์บุคลากรของเราจะมีเพียงทักษะเดียวไม่ได้อีกต่อไป ต้องพัฒนาให้ตัวเองมีทักษะที่หลากหลาย พร้อมจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันรับผิดชอบงานที่แตกต่างได้ตลอดเวลา และสิ่งนี้จะเป็นสะพานนำไปสู่โอกาสแห่งความก้าวหน้าของทุกคน ผมหวังว่าพวกเราจะเพิ่มทักษะของตนเองทันทีนับตั้งแต่วินาทีเป็นต้นไป…”

 

จะมีผู้ฟังสักกี่คนซาบซึ้งกับคำพูดที่กว้างและเป็นนามธรรมแบบนี้ อะไรคือแรงกระตุ้นให้พวกเขาเดินออกจากห้องประชุมนี้ด้วยความกระตือรือร้น เพื่อทำในสิ่งที่ผู้บริหารต้องการ คำพูดเท่ห์ๆ แต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต่างอะไรจากการไม่ได้พูด

คราวนี้ลองมาฟังผู้บริหารอีกองค์กรหนึ่งพูดกับทีมนักฝึกอบรมกว่าครึ่งร้อยในงานประชุมใหญ่ประจำปีโดยมีเป้าหมายเหมือนกับผู้บริหารคนแรก

 

“…ผมอยากให้ทุกคนฝึกฝนทักษะต่างๆ ให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อโอกาสของตัวคุณเอง ผมจำเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้วได้ดี ตอนนั้นผมรับผิดชอบงานสรรหาบุคลากร ต้องตัดสินใจเลือกคนขับรถประจำตำแหน่งให้เจ้านายชาวฮ่องกง มีผู้สมัครสองคนอายุไล่เลี่ยกันผ่านเข้าสู่การสัมภาษณ์รอบสุดท้าย ทั้งคู่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ประวัติการขับขี่ดี ชำนาญเส้นทางในกรุงเทพและปริมณฑล สามารถพูดภาษาอังกฤษได้พอๆ กัน

คนแรกเคยขับรถลิมูซีนที่สนามบินดอนเมือง อีกคนหนึ่งเคยขับรถประจำบริษัทมีหน้าที่รับส่งแขกชาวต่างประเทศ และต่างก็เรียนจบช่างยนต์ สามารถบำรุงรักษาและซ่อมเครื่องยนต์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็นเรื่องบังเอิญที่สองคนนี้มาจากจังหวัดเดียวกันและชื่อสมยศเหมือนกัน ผมจึงต้องตั้งคำถามชิงดำเพื่อเลือกให้เหลือสมยศเดียว “คุณสมยศใช้เครื่องถ่ายเอกสารเป็นหรือเปล่าครับ?” คำตอบที่ได้จากคนแรกคือ “ผมขับรถมาตลอดชีวิต รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับรถ ถ้าถามเรื่องรถผมตอบได้ แต่งานถ่ายเอกสารผมไม่เคยทำ ผมชอบขับรถ ไม่ชอบถ่ายเอกสารครับ”

คราวนี้มาฟังคำตอบของอีกคน  “ถ่ายเอกสารเหรอครับ! เป็นซิครับ เวลาไม่ได้ขับรถ เถ้าแก่จะให้ช่วยถ่ายเอกสารบ้าง ส่งแฟกซ์บ้าง บางทีก็ให้โทรนัดลูกค้าด้วย ผมว่างานพวกนี้ง่ายกว่าขับรถเสียอีกนะครับ”

อาจรู้สึกแปลกๆ หากจะบอกใครต่อใครว่าการตัดสินชี้ขาดตำแหน่งพนักงานขับรถผู้บริหารวัดกันที่ความสามารถในการใช้เครื่องถ่ายเอกสาร คนที่ผมไม่เลือก คงไม่ใช่เพราะเขาไม่มีคุณสมบัติของพนักงานขับรถที่ดี แต่เป็นเพราะอีกคนทำบางอย่างได้มากกว่า ซึ่งคนที่คุณจะแนะนำให้ผมเลือกคือใคร? คือคนขับรถที่สามารถใช้เครื่องถ่ายเอกสารได้ด้วยใช่หรือไม่?

ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นตรงกัน เราไม่ควรเป็นแค่วิทยากร แต่เราควรออกแบบหลักสูตรได้ วางระบบติดตามผลเป็น รวมถึงพัฒนาทักษะอื่นๆ ที่จะสนับสนุนให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะยิ่งเรามีความรู้ความสามารถมากเท่าไร โอกาสก็จะเปิดกว้างขึ้นมากเท่านั้น เราจะไม่รู้สึกเบื่องานอีกต่อไป เพราะจะได้หมุนเวียนไปทำงานที่ไม่จำเจ และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ หากวันข้างหน้าผมต้องรับผิดชอบงานที่สูงขึ้น วันนั้นผมต้องเลือกใครคนใดคนหนึ่งในนี้มาทำหน้าที่แทน แม้ทุกคนจะเป็นนักฝึกอบรมเหมือนกัน แต่ทักษะที่แตกต่างจากคนอื่นแม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้คุณโดดเด่นกว่าใคร…”

 

หลังปิดการประชุม ไม่มีนักฝึกอบรมคนไหนไม่พูดถึงสมยศ ไม่ว่าจะเป็นสมยศที่ชนะการสัมภาษณ์ หรือสมยศที่เสียท่าสมยศเพราะใช้เครื่องถ่ายเอกสารไม่เป็น

 

บางคนแซวเพื่อนว่า “อยากประสบความสำเร็จต้องไปหัดถ่ายเอกสารนะ” บางคนพูดกับตัวเองดังๆ ว่า “สงสัยต้องรีบไปฝึกทักษะเพิ่มแล้ว ไม่อยากผิดหวังเหมือนสมยศ” 

 

อาจดูเหมือนว่าการประชุมครั้งนี้ได้จบลงแล้ว แต่ยังไม่จบอย่างสมบูรณ์จนกว่าทุกคนจะนำสิ่งที่ได้จากการประชุมไปปฏิบัติ ซึ่งเท่าที่ดู มีโอกาสสูงเพราะเรื่องของสมยศถูกฝังเข้าไปในอารมณ์ของทุกคนโดยอัตโนมัติคงไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะบอกว่า “ทักษะการเล่าเรื่อง” คืออาวุธที่ทรงพลังทางธุรกิจอีกชิ้นหนึ่งของผู้นำ ซึ่งสามารถหยิบมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายวัตถุประสงค์

 

เรื่องเล่าสามารถเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของคนได้ เรื่องเล่าสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ ในองค์กรได้ เรื่องเล่ามีอานุภาพในการทลายกำแพงที่กีดขวางสัมพันธภาพ ช่วยสร้างความผูกพันในทีม และช่วยพลิกสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดีได้อย่างน่าทึ่ง เรื่องเล่ากระตุ้นให้เกิดจินตนาการ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์  และปลุกเร้าแรงบันดาลใจได้มากกว่าข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือตัวเลขจากงานวิจัย

 

แต่เรื่องเล่าที่ดีต้องไม่บอกแค่ว่า เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไร เกิดที่ไหน ตัวละครเป็นใคร และเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างไร เพราะเราไม่ต้องการเพียงความสนุกสนานเท่านั้น แต่อยากเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมด้วย ดังนั้น ความแตกต่างของเรื่องเล่าทั่วไปกับเรื่องเล่าทางธุรกิจ คือการเน้นและตอกย้ำประเด็นที่คาดหวังให้ผู้ฟังเกิดการเปลี่ยนแปลงจนนำไปสู่ การปฏิบัติ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการเล่าเรื่องอย่างแท้จริง


ดังนั้น การใช้เพาเวอร์พอยท์ บวกกับสำนวนที่หรูหรา และการอ้างอิงสถิติตัวเลขที่น่าเชื่อถือ อาจไม่ได้ผลดั่งใจ เนื่องจากมนุษย์จะจดจำได้ดีกว่า หากข้อมูลนั้นถูกถ่ายทอดโดยมีองค์ประกอบแวดล้อมอื่นๆ หรือมีที่มาที่ไป (Context) ไม่ใช่มีเพียงเนื้อหาอย่างเดียว (Content)

 

เพราะสมองจะปฏิเสธข้อเท็จจริงเร็วกว่าการรับฟังเรื่องเล่าซึ่งได้อารมณ์มากกว่านั่นเอง


หากคุณต้องการโน้มน้าว จูงใจ หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วม หัวหน้า ลูกน้อง ลูกค้า และคู่ค้า หรือไม่ว่าจะเป็นใครอีกก็ตาม “ทักษะการเล่าเรื่อง” อาจเป็นอาวุธชิ้นใหม่ของคุณที่ควรมีติดตัวไว้  เพราะทักษะการสื่อสารแบบธรรมดาๆ อาจไม่เพียงพอต่อการเป็นผู้นำในศตวรรษที่ 21 เสียแล้ว

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

Slingshot Group Co.,Ltd.

E-mail: chakkapan.c@slingshot.co.th

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 26 เม.ย.58