หากคุณอยู่ในฐานะผู้นำและตระหนักดีว่า “หน้าที่ของผู้นำคือ การทำให้ผู้อื่นนำตัวเองได้”  คุณจำเป็นจะต้องเริ่มต้นด้วยการท้าทายให้เขาเหล่านั้นรู้จักตัวเอง สามารถประเมินศักยภาพของตัวเอง ค้นหาทางออกและโอกาสที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง
 
แล้วจะใช้เครื่องมืออะไรดีล่ะ! ที่จะช่วยให้คุณทำหน้าที่นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การตั้งคำถาม” นี้แหละครับ คือ เครื่องมือสำคัญที่จะใช้สร้างบุคลากรในทีม เพื่อช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถนำตนเองได้อย่างที่คุณตั้งใจเอาไว้ การถามคำถามที่ถูกต้องและเหมาะสมอาจมีส่วนช่วยให้ความขัดแย้งทุเลาเบาบางลง อาจมีส่วนช่วยให้สถานภาพของทีมหลุดพ้นจากวิกฤติ และอาจมีส่วนช่วยให้เกิดการค้นพบนวัตกรรมใหม่ ๆ อีกด้วย
 
โดยปกติเรามีเหตุผลมากมายในการตั้งคำถาม ลองมาตรวจสอบดูกันสักนิดว่าส่วนใหญ่แล้วเราตั้งคำถามไปเพื่ออะไร
• เพื่อต้องการข้อมูล เช่น “งานที่คุณรับผิดชอบในตอนนี้มีอะไรบ้าง?”
• เพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจ เช่น “คุณจำได้ไหมว่าเป้าหมายที่ผมมอบให้เมื่อต้นปีมีอะไรบ้าง?”
• เพื่อต้องการเป็นฝ่ายควบคุมการสนทนา เช่น“ผมอยากให้คุณเริ่มต้นด้วยการเล่าที่มาของปัญหาให้ผมฟังก่อน?”
• เพื่อตรวจสอบทัศนคติหรือความคิดเห็น เช่น“คุณรู้สึกอย่างไรที่ต้องการทำงานกับลูกน้องที่มีอายุมากกว่า?”
• เพื่อแสดงให้คู่สนทนารับรู้ว่าเราสนใจในสิ่งที่เขากำลังพูด เช่น “ช่วยขยายความถึงวิธีการแก้ปัญหาที่คุณเลือกใช้หน่อยซิครับ?”
• เพื่อกระตุ้นให้คิด เช่น “คุณคิดว่าวิธีการที่คุณเลือกใช้นี้ จะแก้ปัญหาได้ถาวรหรือไม่?”
• เพื่อทวนความเข้าใจให้ตรงกัน เช่น “คุณตัดสินใจจะนัดคู่กรณีมาพบกันอีกปลายเดือนนี้ใช่ไหม?” 
 
แต่การถามคำถามที่มีประสิทธิภาพควรอยู่บนหลักการดังต่อไปนี้ คือ
• ง่ายและชัดเจน
• ค้นหาสิ่งที่เป็นประโยชน์
• มุ่งไปที่จุดประสงค์ หรือเป้าหมายที่วางไว้
• เปิดแนวความคิดสร้างสรรค์ และทางเลือกใหม่ๆ
• กระตุ้นความคิด สร้างความกระตือรือร้น และความอยากรู้อยากเห็น
 
อย่าคิดแค่ว่าผู้นำมีหน้าที่ต้องหาทางออกหรือมีคำตอบให้แก่สมาชิกในทีม จนลืมการตั้งคำถาม หน้าที่ของคุณไม่ได้มีแค่สั่งการ อธิบายรายละเอียด หรือบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจ แต่คุณต้องรู้จักถาม จากนั้นก็รอฟัง คิดและวิเคราะห์ตามสิ่งที่ได้ยิน แล้วก็โยนคำถามกลับไปอีก จนกระทั่งได้คำตอบ ซึ่งคำตอบนั้นไม่ได้มาจากคุณ แต่มาจากการตั้งคำถามที่ชาญฉลาดของคุณ
 
ว่าแต่ “คำถามที่ชาญฉลาด” ต้องถามยังไงล่ะ!คำถามบางคำถามสามารถเปลี่ยนบรรยากาศจากบวกเป็นลบหรือเปลี่ยนจากลบเป็นบวกได้ในเสี้ยววินาที บางครั้งเราคำถามใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจและสร้างสัมพันธภาพให้กับคู่สนทนา ในขณะเดียวกันคำถามอาจถูกใช้เพื่อดำหนิต่อว่าและข่มขู่ได้เช่นกัน
 
เมื่อเอ่ยถึงต้นตำรับหรือศาสตร์ของการตั้งคำถาม ต้องนึกถึงนักปรัชญาชาวกรีกที่ชื่อ โสเครติส (Socrates) ผู้ซึ่งมีความเชื่อว่า สิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์คือ ความมุ่งมั่นเพื่อปรับปรุงและพัฒนาตนเอง (Self-Improvement) โดยมุ่งเน้นไปที่กระบวนการให้ได้มาซึ่งความรู้ที่แท้จริงด้วยวิธีการตั้งคำถามและการสนทนาถามตอบ ถามไปเรื่อย ๆ จนสามารถตะล่อมให้คนเรียนรู้และเข้าใจในหัวข้อหรือประเด็นปัญหาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยการสืบเสาะกระทั่งค้นพบคำตอบด้วยตนเอง คำถามจะเป็นการท้าทาย ยั่วให้คิด กระตุ้นให้สมองใช้เหตุและผล และด้วยวิธีการนี้เอง โสเครติสจึงกล่าวว่า ความรู้หรือข้อสรุปทั้งหลายนั้นมิได้เป็นสิ่งที่มาจากเขา แต่เป็นสิ่งที่กลั่นกรองออกมาจากคู่สนทนา ดังนั้นเขาจึงเป็นแค่เพียง “หมอตำแยทางปัญญา” เท่านั้น ไม่ใช่กูรูที่จะมีหน้าที่ให้คำตอบใครต่อใคร วิธีการทางปรัชญาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ด้วยการตั้งคำถามในแบบของโสเครติสน่าจะพูดได้อย่างเต็มปากกว่า เป็นรูปแบบการถามที่ชาญฉลาด และเราเรียกวิธีการนี้ว่า“Socratic Method”
สไตล์คำถามแบบโสเครติส จะมีลักษณะเป็นคำถามปลายเปิดที่ถามเจาะเพื่อกระตุ้นให้มีการเสาะแสวงหาคำตอบอย่างแท้จริง แบ่งได้เป็น 6 แบบ ดังต่อไปนี้
 
1.ถามเพื่อหาความชัดเจน (Conceptual Clarification Questions) เป็นคำถามที่ช่วยให้คู่สนทนาคิดให้ละเอียดรอบคอบ ป้องกันความสับสนและความคลุมเครือในขณะสนทนา เช่นทำไมคุณจึงคิดเช่นนั้น? เรื่องที่คุณกำลังอธิบายมันเกี่ยวกับหัวข้อสนทนาในครั้งนี้อย่างไร? สิ่งที่คุณพูดมันหมายความว่าอย่างไร? ช่วยขยายความเพิ่มเติมอีกหน่อยซิครับ?

2.ถามเพื่อพิสูจน์ความเชื่อ (Probing Assumptions) เช่น มีสมมติฐานอื่นอีกไหม? คุณมีหลักในการเลือกสมมติฐานเหล่านี้อย่างไร? คุณจะหักล้างความเชื่อเรื่องนี้อย่างไร?

3.ถามเพื่อเจาะหาเหตุผลและหลักฐาน (Probing Reasons and Evidence) เป็นคำถามที่ต้องการสืบหาที่มาที่ไปหรือข้อเท็จจริงของปัญหาหรือประเด็นที่กำลังสนทนา เช่น ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น? คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหานี้? คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาคือต้นเหตุ? มีหลักฐานอะไรบ้างที่ทำให้คุณเชื่ออย่างนั้น?

4.ถามเพื่อท้าทายทัศนคติและมุมมอง(Questioning Viewpoints and Perspectives) เช่น ทำไมคุณจึงคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด? คุณมีความเห็นอย่างไรต่อข้อเสนอของลูกน้องของคุณ? อะไรคือจุดอ่อนและจุดแข็งของสมาชิกในทีม? คุณคิดว่าน่าจะมีทางเลือกอื่นอีกไหม? คุณคิดว่าระหว่างระบบเดิมกับระบบใหม่มันแตกต่างกันอย่างไร?

5.ถามเพื่อพิสูจน์ความหมายโดยนัยและผลกระทบ(Probing Implications and Consequences)เช่น ทำไมคุณจึงคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด? อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณตัดสินใจแบบนั้น? คุณตั้งใจจะทำอะไรต่อจากนี้? ผลลัพธ์ที่คุณคาดหวังคืออะไรและหากผิดคาดคุณจะรับมือกับมันอย่างไร?

6.ถามเกี่ยวกับคำถาม (Questions about the Question) เช่น คุณคิดว่าอะไรคือประเด็นสำคัญของคำถามนี้? คุณรู้ไหมว่าทำไมผมจึงถามคำถามนี้กับคุณ? คุณคิดว่าคำถามนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร?
 
การเป็นผู้นำด้วยการตั้งคำถามนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลับสมองทีมงานให้คิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะการตั้งคำถามแบบโสเครติส คือ ตั้งคำถามต่อด้วยคำถามและต่อด้วยคำถามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งค้นพบคำตอบที่ยอมรับได้ และเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งจะทำให้ทีมงานแต่ละคนมีความรอบคอบในการหาคำตอบ มองปัญหาจากหลายมิติ และหากลูกทีมของคุณคุ้นเคยกับวิธีการตั้งคำถามแบบนี้แล้ว จะทำให้เกิดเป็นอุปนิสัยในการใคร่ครวญปัญหาด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้อื่นร่วมสนทนาด้วย คุณจะพบกับปรากฏการณ์ที่ลูกน้องถามเอง กลั่นกรองคำตอบเองอยู่ในใจ ด้วยมุมมองที่หลากหลายจนกลายเป็นคนที่คิดละเอียดรอบคอบปราศจากอคติในการทำงานและการแก้ปัญหาต่างๆ
 
ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมาคุณได้ใช้คำถามเหล่านี้บ่อยแค่ไหน หากคุณใช้คำถามในลักษณะนี้กับทีมงานของคุณหรือผู้คนที่เกี่ยวข้องกับคุณอยู่เสมอ  เชื่อได้ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รับประโยชน์จากคุณอย่างแน่นอน ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เพราะคุณได้ใช้ “คำถาม”เป็นหินลับสมองในการฝึกให้คิดและวิเคราะห์หาทางออกของปัญหา รวมถึงสนับสนุนให้พวกเขามองเห็นศักยภาพของตัวเอง มองเห็นโอกาสซึ่งเกิดจากมันสมองของตนเอง คุณได้ทำหน้าที่ของผู้นำที่น่ายกย่องแล้ว เพราะคุณไม่ได้ถามอย่างคนธรรมดาแต่คุณ “ถามอย่างผู้นำ” นั่นเอง
 
 
จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
สลิงชอท กรุ๊ป