แม้ว่าเราทั้งคู่จะเป็นคนเคยแพ้ แต่การหวนคืนสนามอีกครั้งในวันนี้ไม่ได้มาเพื่อแพ้ซ้ำซาก ความรู้สึกหวั่นไหว และอาการครั่นเนื้อครั่นตัวอาจมีบ้างเมื่อต้องกลับมาเจอบรรยากาศแบบเดิมที่เคยพลาด แต่มันไม่ได้มีอิทธิพลเหนือความตั้งใจของผมและบิ๊กอายส์ที่จะขอแก้ตัว เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะกับเขาสักครั้ง

                บัดนี้ ลูกสุนัขหูตูบ หางตั้ง นัยน์ตาเศร้า คู่หูตัวน้อยของผมอายุมากขึ้น การประชันโฉมในรายการนี้จึงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมีสิทธิ์ลงประกวดในรุ่นเบบี้ซึ่งมีอายุระหว่าง 3 ถึง 6 เดือน แม้ว่าชัยชนะจากการชิงชัยในรุ่นนี้จะไม่มีแต้มให้สะสม แต่ถือว่าเป็นเวทีพิสูจน์ความพร้อมก่อนเดินหน้าต่อไปยังรุ่นที่สูงกว่าเพื่อนำไปสู่การเป็นแชมเปี้ยนในไม่ช้า

                 บรรยากาศของเช้าวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากเช้าวันแรกที่เคยพาบิ๊กอายส์มาประกวดเมื่อเดือนก่อน ผู้คนยังคงบางตา เจ้าหน้าที่เพิ่งจะทยอยกันเข้ามาเตรียมความพร้อมของสนาม ผมได้ที่เหมาะๆ วางโต๊ะกรูมมิ่งและสัมภาระที่จำเป็น ก่อนจะพาเจ้าตูบจอมซนใส่สายจูงออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย หลังจากนอนหมอบอยู่ในกล่องใส่สุนัขบนรถมาเกือบชั่วโมง

                บิ๊กอายส์ทะยานตัวเองไปข้างหน้าทันทีที่ออกจากพื้นที่แคบๆ ทิ้งให้ผมดึงสายจูงอยู่ข้างหลัง “เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน จะรีบไปไหน” ดูมันกระตือรือร้นที่จะพุ่งเข้าไปในสนามราวกับเป็นนักรบกระหายชัยชนะโดยไม่แยแสเสียงร้องของผมเลยแม้แต่น้อย  เจ้าตูบวัยละอ่อนคงคิดว่าตัวเองพร้อมเต็มร้อยในวันนี้ แต่ความเป็นจริงแล้วผมประเมินว่ามันพร้อมแค่ใจ ส่วนทักษะและประสบการณ์ยังมีไม่มากพอ ถือว่าคู่หูของผมมีความพร้อมแค่ระดับ 2 เท่านั้น ถ้างั้น! ผมควรจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไรเพื่อให้เรามีโอกาสเข้าใกล้ชัยชนะมากที่สุด

                 ทฤษฏีผู้นำตามสถานการณ์ (Situational Leadership) สอนผู้นำให้ตระหนักว่า “ไม่ควรใช้วิธีการบริหารจัดการแบบเดียวที่ตนเองถนัดกับทุกสถานการณ์” ควรประเมินความพร้อมของผู้ตามเสียก่อน ต้องอ่านให้ออกว่าเขามีความพร้อมอยู่ในระดับไหน ตั้งแต่ระดับ 4 ซึ่งพร้อมสุดๆ มีทั้งความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญ ไล่ลงไปจนถึงระดับ 1 พร้อมน้อยที่สุด คือใจก็ไม่มี ความสามารถก็ยังไม่มา จากนั้นจึงค่อยเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับคนซึ่งมีความพร้อมแตกต่างกัน

                ในขณะที่ความพร้อมของการทำงานแบ่งเป็น 4 ระดับ สไตล์หรือวิธีการบริหารจัดการก็มี 4 รูปแบบเช่นกัน นับว่าเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยให้ผู้นำสามารถหยิบเอามาใช้ตอบสนองความพร้อมแต่ละระดับ ได้อย่างสอดคล้องและลงตัว

                หากลูกทีมมีความพร้อมในระดับ 4 ผู้นำควรใช้สไตล์ในการบริหารจัดการแบบมอบหมายงาน (Delegating) เพราะเขาเก่งและตั้งใจทำงานอยู่แล้ว ต้องกระจายงานและเปิดโอกาสให้ตัดสินใจ เรามีหน้าที่เพียงสนับสนุนให้กำลังใจ อย่าเข้าไปจู้จี้ล้วงลูก แต่คอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ

                สำหรับคนที่มีความพร้อมในระดับ 3 เราต้องให้เขามีส่วนร่วม (Participating) โดยการตั้งคำถามให้คิด เพราะลูกทีมประเภทนี้ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความรู้ความสามารถ เขามีประสบการณ์ในการทำงานอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดความกระตือรือร้น ดังนั้นควรดึงเข้ามาร่วมแก้อาการหมดไฟ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและช่วยผลักดันประสิทธิภาพในการทำงานกลับคืนมา

                ลูกทีมที่มีความตั้งใจแต่ขาดทักษะและอ่อนประสบการณ์คือกลุ่มที่มีความพร้อมในระดับ 2 ผู้นำควรใช้วิธีการพูดคุย อธิบาย ขายความคิด (Selling) เพื่อสร้างความเข้าใจในวิธีการและเหตุผลที่เราอยากให้เขาปฏิบัติ จะปล่อยให้คิดเองทำเองโดยลำพังไม่ได้ เพราะยังไม่เก่งพอ เราต้องคอยแนะนำและบอก แนวทางที่ถูกต้อง แต่ก็ต้องพร้อมรับฟังเขาเพื่อรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกันเอาไว้ด้วย

                ส่วนคนที่มีความพร้อมน้อยที่สุดในระดับ 1 คือขาดทั้งความตั้งใจและความรู้ความสามารถ ผู้นำควรใช้วิธีการบอกหรือสั่งให้ทำ (Telling) ต้องลงรายละเอียดทุกประเด็น เน้นไปที่ผลลัพธ์ของงานมากกว่าความสัมพันธ์ ไม่ปล่อยให้ทำงานโดยขาดการติดตามอย่างใกล้ชิด

ผมได้คำตอบสำหรับวิธีจัดการสถานการณ์ของบิ๊กอายส์ ณ เวลานี้แล้ว ในฐานะแฮนด์เลอร์ซึ่งเปรียบเสมือผู้นำในสนามประกวด ผมไม่ควรปล่อยให้บีเกิ้ลอ่อนหัดที่มีความพร้อมเพียงระดับ 2 พกเอาแค่ความตั้งใจลงไปสู้กับคู่แข่งเท่านั้น เพราะมันยังไม่เจนสนาม ฉะนั้น นอกจากจะให้กำลังใจแล้วผมต้องคอยควบคุมให้การแสดงออกของคู่หูตัวน้อยบนเวทีแห่งนี้ดำเนินไปตามแนวทางที่ควรเป็น เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และหากระดับความพร้อมเปลี่ยนไปไม่ว่าจะพร้อมมากขึ้นหรือพร้อมน้อยลง ผมก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการที่ใช้ไปตามนั้น จะยึดมั่นถือมั่นใช้สไตล์เดิมสไตล์เดียวไม่ได้ แบบนี่แหละถึงจะเรียกว่าผู้นำตามสถานการณ์

ผู้นำที่มีสไตล์ในการบริหารจัดการเพียงแบบเดียวเพื่อตอบสนองต่อความพร้อมทุกระดับ ไม่ต่างจากขุนศึกที่ทะยานเข้าสู่สนามรบโดยใช้อาวุธอื่นไม่เป็นนอกจากดาบในมือ เมื่อถึงเวลาข้าศึกเข้าประชิดตัว ดาบหลุดจากมือ หมัด เข่า ศอกที่เรามี แต่กลับใช้มันไม่เป็น คงยากจะรอดกลับเมืองหลวง

ดังนั้น ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ต้องพัฒนาตัวเองให้มีวิธีบริหารจัดการที่หลากหลาย เปรียบเสมือนการใช้อาวุธของนักรบ ควรมีความชำนาญมากกว่าแค่การใช้ดาบฟาดฟันศัตรู ขุนศึกที่น่าเกรงขามต้องใช้หอก ธนู และมือเปล่าเป็นอาวุธได้อย่างคล่องแคล่วตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในสมรภูมิรบ ข้าศึกไม่ได้ไม่จู่โจมเราด้วยรูปแบบการรบเดียวฉันใด ชีวิตของผู้นำก็คงไม่ได้เจอผู้ตามประเภทเดียวฉันนั้น หากไม่อยากพลาด ผู้นำที่ดีต้องมีอาวุธครบมือและใช้มันให้เป็น!

 

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 21 ม.ค.59