ตอนที่ 38 ไม่มั่นใจกับไม่มีแรงจูงใจ…มันคนละเรื่องกัน!


 กว่าเจ้าตูบตัวน้อยจะเพลาเสียงขู่ในลำคอลงได้ ก็ต้องรอจนกระทั่งอาแปะพุงพลุ้ยเดินจากไป ความหวาดระแวงคนตัวอ้วนที่ฝั่งอยู่ในหัวเริ่มผ่อนคลาย สถานการณ์ของบิ๊กอายส์กลับเข้าสู่โหมดปกติอีกครั้ง

นี่ถ้าอาแปะไม่เดินแกว่งแขนออกกำลังกายผ่านมา ผมคงยังไม่ได้คำตอบว่าทำไมมันจึงกลัวกรรมการชาวออสเตรเลียในสนามประกวดถึงขนาดนั้น แต่บัดนี้ผมรู้สาเหตุที่ทำให้สุนัขวัยละอ่อนสติแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว

ผมทราบดีตั้งแต่ก่อนแข่งแล้วว่าบิ๊กอายส์ยังไม่พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับการลงชิงชัยในครั้งแรก เนื่องจากมีระยะเวลาในการฝึกซ้อมจำกัด แม้จะรู้สึกผิดหวังบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับผิดคาด เพราะเป้าหมายหลักของการลงสู่สนามประกวดในวันนั้นคือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์

จริงๆ แล้วผมพอทำใจได้แม้ไม่มีรางวัลติดมือกลับบ้าน  แต่สิ่งที่ทำใจยากคือ นึกไม่ถึงว่าความพ่ายแพ้จะเกิดจากความหวาดกลัวกรรมการหุ่นซูโม่ ผมจะไม่เซอร์ไพรส์เลยหากมันยืนไม่นิ่ง หรือเดินไม่ตรง ใครจะคิดล่ะว่าลูกสุนัขจอมซ่าส์ที่มีแต่ความร่าเริงและขี้เล่นจะขวัญกระเจิงเพียงเพราะเจอคนตัวใหญ่ไซส์เอ็กซ์แอล

เอาล่ะ! บ่นไปก็ไร้ค่า เพราะผมคงไม่มีสิทธิ์ไปสั่งให้ผู้จัดการประกวดเลือกเฉพาะกรรมการหุ่นนายแบบมาตัดสินหรอก อีกทั้งกรรมการรุ่นใหญ่เลยวัยเกษียณส่วนใหญ่ก็จะมีหุ่นประมาณอาแปะกันทั้งนั้น หากยังคิดจะลงชิงชัยต่อไป สิ่งที่ต้องทำคือแก้ไขอาการขวัญผวานี้ให้กับคู่หูสี่ขาของผมโดยด่วน ก่อนที่การประกวดครั้งถัดไปจะมาถึง

ถ้ามองโลกในแง่ดี บัดนี้ผมรู้ต้นตอที่แท้จริงแล้วว่าจุดเปราะบางที่ทำให้บิ๊กอายส์ไม่เต็มใจจะเผชิญหน้ากับกรรมการในสนามจนส่งผลให้ “ใจไม่พร้อม ” เป็นเพราะมันรู้สึกไม่ปลอดภัยและสูญเสียความมั่นใจในยามที่ต้องอยู่ใกล้คนตัวใหญ่นั่นเอง

ผมคิดว่าการวินิจฉัยสาเหตุที่ถูกต้องจะนำไปสู่การแก้ไขอาการที่ยั่งยืน สิ่งนี้เป็นทักษะสำคัญของคนที่ต้องการจะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ต้องรู้จักประเมินความพร้อมของสมาชิกในทีมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมที่เกี่ยวกับความรู้ความสามารถหรือความพร้อมในเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ

หากพบว่ามีสมาชิกในทีมคนใดดูเนือยๆ ไม่แอคทีฟเหมือนที่เคยเป็น ก็อย่าเพิ่งจ่ายยาก่อนวินิจฉัยอาการ ไม่ควรทึกทักเอาเองว่าคงได้เวลาสร้างสัมพันธภาพกันแล้ว พาไปเลี้ยงพิซซ่าน่าจะดี หรืออย่าคิดเอาเองว่าทางออกคือการสร้างทีม ต้องจัดวอคล์แรลลี่กันอีกซักรอบ

    ผู้นำตัวจริงจะสังเกตและตั้งคำถามเพื่อหาสาเหตุจากผู้ตาม จนกระทั่งแน่ใจว่าเหตุผลที่ทำให้คนบางคนหมดไฟใจไม่สู้มาจากตัวแปรตัวใด ระหว่างขาดแรงจูงใจ (Unmotivated) หรือ ขาดความมั่นใจ (Insecure) เพราะวิธีแก้ไขจะแตกต่างกัน

ดังนั้น หากคุณอยู่ในฐานะผู้นำ ควรแยกแยะพฤติกรรมที่มองเห็นให้ออก เช่น อาการเฉื่อยชา บ่ายเบี่ยง หลีกเลี่ยง วิพากษ์วิจารณ์ มีแนวโน้มจะเกิดจากการขาดแรงจูงใจ ส่วนความหวั่นวิตก หวาดกลัว ไม่ปลอดภัย กระวนกระวาย ผัดวันประกันพรุ่ง จะเป็นอาการของผู้ที่ขาดความมั่นใจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหากใครก็ตามที่รู้สึกไม่มั่นใจไปนานๆ ก็จะเริ่มหมดความอดทน และสุดท้ายจะจบลงด้วยสภาวะของคนที่ขาดแรงจูงใจไปเลย

สมมติว่าคุณมีงานสำคัญจะมอบหมายให้ลูกน้องคนหนึ่งเอาไปช่วยทำ เพราะตระหนักดีว่าเขาเป็นคนมีความสามารถและใฝ่เรียนรู้ ยิ่งไปกว่านั้นคุณอยากจะพัฒนาให้เขาเป็นตัวตายตัวแทนของแผนกในอนาคต แต่เมื่อการอธิบายขอบเขตและความคาดหวังของงานจบลง ปรากฏว่าลูกน้องคนเก่งซาบซึ้งและขอบคุณที่ได้รับมอบหมายงานใหญ่ชิ้นนี้ แต่กลับอ้ำอึ้งไม่รับปากว่าจะทำงานให้คุณ

กรณีนี้อย่ารีบสรุปว่าเขาปฏิเสธเพราะไม่มีแรงจูงใจ ไม่เช่นนั้นคุณจะพยายามยกประโยชน์ต่างๆ นานามาสาธยายเพื่อโน้มน้าวจูงใจว่าทำแล้วดีอย่างไรหรือทำแล้วเขาจะได้อะไร เปรียบเสมือนคุณพยายามจะให้ยารักษาอาการขาดแรงจูงใจ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นโรคอะไรกันแน่

คนปวดหัวไม่ได้กินพาราเซตามอลแล้วหายทุกคนนะ! หมอไม่เคยจ่ายยาก่อนซักถามอาการคนไข้ฉันใด ผู้นำก็ไม่ควรจัดการกับปัญหาของลูกน้องก่อนจะวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงฉันนั้น เป็นไปได้ไหมว่าต้นตอของอาการปวดหัวแทบจะระเบิด อาจมาจากเนื้องอกในสมองไม่ใช่แค่มีไข้ เชื่อรึยังว่าพาราฯ อาจไม่ใช่คำตอบ

ลองตั้งคำถามซักไซ้ไล่เรียงเพื่อขุดหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของเขาออกมาให้ได้เสียก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ตอบตกลง ไม่แน่นะ! ถามไปถามมาอาจพบว่าที่ไม่รับปากเพราะเขาเห็นว่าคุณตั้งความหวังไว้สูง และแม้จะเคยทำงานแบบนี้มาแล้ว แต่งานนี้มันใหญ่กว่าที่คิดจึงเกรงว่าผลงานจะออกมาไม่ดี เดี๋ยวคุณจะเสียชื่อ แบบนี้แปลว่าเขาไม่มั่นใจต่างหาก ดังนั้นอย่าสำคัญผิดคิดว่าคนที่ไม่มั่นใจคือคนขาดแรงจูงใจ มันคนละเรื่องกัน!

ผมพยายามไตร่ตรองเกี่ยวกับพฤติกรรมของบิ๊กอายส์ มันดูกระดี๊กระด๊า และมีแรงจูงใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะออกไปเที่ยวนอกบ้าน มันไม่ได้รังเกียจการเจอผู้คนมากมายในงานประกวด มันไม่ได้ปฏิเสธการลงไปอยู่ในสนามแข่งขันที่ต้องเจอทั้งกรรมการ แฮนด์เลอร์ และสุนัขคู่แข่งตัวอื่นๆ

คงไม่ยุติธรรม ถ้าผมจะสรุปว่าบิ๊กอายส์ไม่ชอบไปงานประกวด มันเพียงแค่รู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องอยู่ในระยะประชิดกับคนตัวใหญ่เท่านั้น คงไม่ใช่แค่กรรมการร่างยักษ์และอาแปะพุงโตหรอก อาจเป็นใครอีกก็ได้ที่มีน้ำหนักกว่าร้อยกิโล มันจะเริ่มขยับตัวและพร้อมจะส่งเสียงที่ไม่เป็นมิตรออกมาจากลำคอทันที

ถ้างั้น! การพามันออกไปพบปะผู้คนแปลกหน้านอกบ้านอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงเป้าซะทีเดียว เพราะมันไม่ได้กลัวคนทุกคน บิ๊กอายส์จะรู้สึกไม่ดีเฉพาะกับมนุษย์บิ๊กไซส์เท่านั้น ผมต้องพามันไปทำความรู้จักคนแบบเดียวกับกรรมการและอาแปะให้มากขึ้น ต้องใส่ประสบการณ์ดีๆ เข้าไปขับไล่ความทรงจำแย่ๆ ที่ฝั่งอยู่ในหัวให้หลุดออกมา จนกว่าเจ้าบีเกิ้ลไร้เดียงสาจะเรียนรู้ว่าคนร่างยักษ์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับมัน

………………………………………………………………

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 2 ธ.ค.58