ควรตระหนักหรือตื่นตระหนก

วันก่อนไปเปิดงาน ‘Leading Beyond Borders’ ซึ่งบริษัทที่ผมทำงานอยู่จัดขึ้น เพื่อขอบคุณลูกค้าและผู้มีอุปการะคุณ การจัดงานครั้งนี้เป็นการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับผลกระทบของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีตามกรอบความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ว่าจะมีผลอย่างไรกับองค์กรในประเทศไทยบ้าง ในวันนั้นมีแขกรับเชิญหลายท่านที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร ไม่ว่าจะเป็น...

รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผู้อำนวยการหลักสูตรด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พี.เค.การ์เม้นท์ (อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายแม็คยีนส์และนายแพทย์สมชาย จันทร์สว่าง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เป็นต้น (หากท่านใดสนใจจะดูเทปของงานนี้ ส่งอีเมลมาครับ)

เพื่องานนี้ ผมได้ทำการค้นคว้าหาผลการวิจัยจากองค์กรต่าง ๆ มานำเสนอเพื่อให้เห็นถึงความพร้อมของคนไทยกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า ข้อมูลที่ได้น่าสนใจมาก จึงชวนให้ผู้ฟังได้ร่วมกันคิดไปกับผมว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นส่ิงที่คนไทยควรตระหนักรับรู้หรือควรตื่นตระหนกตกใจกันแน่
วันนี้จึงขอนำข้อมูลบางส่วนมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังและชวนท่านคิดต่อด้วยเช่นกัน

ผลการสำรวจของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้า เมื่อเดือนเมษายน 2554 พบว่า 70% ของผู้ประกอบการ SME ไม่รู้จักประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC – ตัวเลขนี้ฟังดูน่าตกใจ เพราะหากเปิดเสรีทางการค้าจริง องค์กรที่จะถูกกระทบมากที่สุดไม่ใช่องค์กรใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติ หากแต่เป็นองค์กรเล็กๆ ที่เจ้าของเป็นหัวหน้าครอบครัวนี่แหละ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายท่าน จำนวนไม่น้อยคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัว เชื่อว่าหากเราอยู่ของเราไม่ไปยุ่งกับใคร ก็จะไม่มีใครมายุ่งกับเรา แต่ผมคิดว่าประเทศอื่นๆ เขาอาจไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ และเชื่อว่าถึงแม้เราไม่ยุ่งกับเขา เขาก็อาจมายุ่งกับเรา ดังนัั้นการเตรียมตัวให้พร้อมเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่ง

ผลการสำรวจของ IMD (International Institute for Management Development) หรือสถาบันพัฒนาการจัดการนานาชาติ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จัดลำดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ปรากฎว่าในปี 2554 นี้ ประเทศไทยถูกจัดอยู่อันดับที่ 27 จาก 59 ประเทศ ตกจากอันดับที่ 26 เมื่อปี 2553

ส่วน World Economic Forum (WEF) จัดลำดับความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศรวมทั้งส้ิน 142 ประเทศ พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 39 ตกจากอันดับที่ 38 เมื่อปี 2553 .. ฟังดูน่าเป็นห่วงและชวนสงสัยว่า “เราพร้อมไหมกับการเปิดประเทศ?”
ลองมาดูตัวเลขที่ใกล้ตัวหน่อย เมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้า เงินทุนและแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายได้โดยเสรี การติดต่อกับชาวต่างชาติจะมีมากขึ้น การเปิดสาขาในต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น ความต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพจะสูงขึ้น การแย่งซื้อตัวพนักงานเก่ง ๆ คงเป็นเร่ืองที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ภาษาอังกฤษกลายเป็นมาตรฐานขั้นตำ่ที่ต่อไปอาจไม่ต้องถามแล้วว่าพูดภาษาอังกฤษได้ไหม คำถามที่น่าสนใจคือ “คนไทยพร้อมหรือยัง?”

หากดูข้อมูลต่อไปนี้ หลายท่านอาจได้คำตอบ ผลคะแนนการสอบ TOEFL ทั่วโลก (การทดสอบความสามารถด้านภาษาอังกฤษสำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่) ในเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา พบว่าความสามารถด้านภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่อันดับที่ 55 จาก 58 ประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ที่พบว่าทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในอันดับที่ 43 ของเอเชีย เป็นรองฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย – หากเป็นเช่นนี้ “คนไทยจะสู้คนอื่นได้ไหม?

ฟังดูแล้วอย่าเพิ่งตกใจ หากเร่ิมพัฒนาตนเองทันทีตั้งแต่เดี๋ยวนี้  ยังคงพอมีเวลาอีก 4 ปีก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ จงเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาเท่านั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการปฏิบัติของประเทศอื่นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่เช่นนั้นอาจสายเกินไป
อ่านถึงตรงนี้ก็ไม่อยากให้รู้สึกตื่นตระหนกหรือสิ้นหวัง แต่อยากให้ทุก ๆ คนตระหนักและรับรู้ รวมทั้งลองสำรวจตัวเองดูว่าท่านพร้อมไหม ยังขาดอะไรอยู่ และจะพัฒนาสิ่งนั้นได้อย่างไร

ระยะเวลา 4 ปีจะว่านานก็ไม่เชิง เหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ดเทรดที่ดูเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เผลอแป๊บเดียวผ่านไป 10 ปีแล้ว
 
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ twitter.com/apiwutp