คุณลักษณะของผู้นำ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา


วันก่อนมีโอกาสไปชมภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ยุทธหัตถี” กับครอบครัว หลังจากดูหนังจบ ลูกและภรรยาขอไปเดินช้อปปิ้งต่อ ผมเลยถือโอกาสปลีกตัวมานั่งชิลๆ ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่รออยู่ ภาพต่างๆ จากภาพยนตร์ก็วิ่งย้อนกลับมาในความคิดเป็นฉากๆ

 

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกรักชาติที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ความรู้สึกซาบซึ้งในความเสียสละของบรรพบุรุษและเมื่อนึกถึงสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็เริ่มคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ภาค 1 ถึงภาค 5 พร้อมกับคำถามว่า “อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่มีผู้ต้องการตามได้มากมายถึงเพียงนี้”

 

กลับมายังโลกปัจจุบัน...

 

ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่เป็นผู้นำขององค์กรมาช้านาน น่าจะพบว่าแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไป มักมีทฤษฎีเกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำออกมามากมายเพื่อให้สอดรับและเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้นๆ

 

หนึ่งในแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาภาวะผู้นำที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบันคือการเป็น “ผู้นำที่เหนือธรรมดา” (The Extraordinary Leaders) ซึ่งเจ้าของทฤษฎีคือ นักวิจัยและกูรูด้านการบริหารจัดการชื่อดัง Dr.Jack Zenger และ Dr.Joseph

 

Folkman ที่เชื่อว่าผู้นำที่เก่งและประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่ไม่มีจุดอ่อน แต่เป็นคนที่มีจุดแข็งอันโดดเด่นเป็นเอกอุ (Profound Strength) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษต่างหาก

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดีๆ จะพบว่าแม้ยุคสมัยเปลี่ยนไปและทฤษฎีผู้นำหลายๆ อย่างดูเหมือนค่อยๆ ล้าสมัยไป แต่ยังคงมีคุณสมบัติบางประการของภาวะผู้นำที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

 

หากดูหนังแล้วย้อนกลับมาดูตัวเรา จะพบว่าภาวะผู้นำที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงมีในภาพยนตร์คือตัวอย่างคุณสมบัติที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของผู้นำที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่องเลย

 

คุณสมบัติ 3 ประการนี้คือ...

 

 

ความเชื่อมั่นศรัทธา (Trustworthy)

 

ความเชื่อมั่นศรัทธาที่ทีมงานมีต่อผู้นำเป็นเรื่องสำคัญ ในภาพยนตร์จะเห็นได้ว่าทหารทุกคนรักและเคารพในพระองค์ดำ เพราะเชื่อว่าในทุกสถานการณ์ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น พระองค์ฯ จะไม่ทอดทิ้งพวกเขา เมื่อเพรี้ยงพร้ำผู้นำจะยืนหยัดและคอยปกป้อง ที่สำคัญจะไม่ซ้ำเติมเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น

 

เชื่อไหมว่าความศรัทธาในลักษณะนี้มีผลทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกมั่นใจว่าตนเองมีอำนาจในการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น กล้าคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ กล้าเสี่ยงที่จะผลักดันตนเองให้ออกจากมุมสบาย (Comfort Zone)

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับผู้นำประกอบด้วย ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ซึ่งมีได้หลายรูปแบบตั้งแต่บุคลิกภาพไปจนถึงความรู้ความชำนาญในงานที่ทำ ความไว้วางใจ (Reliability) คือความซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนรักษาคำมั่นสัญญา คำไหนคำนั้น ที่สำคัญคือ ทำอย่างที่พูดและพูดอย่างที่ทำ  ความรักสนิทสนม (Intimacy) หมายถึง การเอาใจใส่ดูแล เป็นห่วงเป็นใย ให้ความเป็นกันเองกับผู้ใต้บังคับบัญชา ดูแลและปกครองด้วยความเมตตาและปรารถนาดี ความเป็นตัวของตัวเอง (Self Orientation)  คือ มีหลักคิดเป็นของตัวเอง รับฟังผู้อื่นแต่ไม่ได้คล้อยตามตลอดเวลา

 

ถ้าคุณเป็นแฟนภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ" ตั้งแต่ภาคหนึ่งถึงภาคห้า คงจะเห็นว่าพระองค์ดำทรงสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้เกิดขึ้นจากการกระทำของพระองค์ฯ เอง

 

ท่านทรงเรียนรู้และสร้างความเชี่ยวชาญให้กับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการรบ ทักษะการวางแผน ในขณะเดียวกัน แม้จะเชี่ยวชาญเพียงใด ก็ยังคงรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและพิจารณาด้วยตัวเองว่าสิ่งใดเหมาะสมที่จะนำไปปฏิบัติ โดยไม่ได้ยึดถือแต่ความคิดเห็นของตนเองเท่านั้น

 

นอกจากนี้ ยามที่ทหารคู่ใจบาดเจ็บ ท่านก็เสร็จไปเยี่ยมอาการที่บ้านเป็นการส่วนพระองค์ หรือแม้แต่การทำพิธีกับคนใบ้ที่จะมาเป็นควานช้างให้ ท่านก็ยังทรงทำด้วยพระองค์เอง ทรงให้ความเป็นกันเองแม้กับชาวบ้านธรรมดาๆ จึงทำให้เกิดความซาบซึ้งและศรัทธาอย่างล้มหลาม

 

 

ในภาค 5 นี้จะเห็นได้ว่าขนาดสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์ ยังทรงยอมรับความเป็นผู้นำและสละราชบังลังค์ให้อย่างเต็มใจก่อนเสร็จสวรรคตด้วยซ้ำ

 

 

การเอาใจใส่ (Empathy)

 

คุณเคยสังเกตเห็นหน้าตาและอารมณ์ของเพื่อนร่วมงานที่เดินเข้ามาในออฟฟิศตอนเช้าๆ ไหมหรือมัวแต่รีบทำงานของคุณให้เสร็จจนไม่ทันได้สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเลย

 

คุณกำลังปฏิบัติกับเพื่อนร่วมทีมอย่างเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งหรือแค่คนที่เผอิญต้องมาทำงานด้วยกันเท่านั้น

 

ความฉลาดทางอารมณ์หรือ Emotional Intelligence ได้รับการยอมรับว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้นำ แต่ความฉลาดทางอารมณ์ไม่ได้หมายความว่า “ห้ามแสดงอารมณ์” ในทางกลับกันหมายถึงการ “แสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม” โกรธก็ให้รู้ว่าโกรธ แต่ไม่ใช่โมโหโกรธาอย่างคนเสียสติ ชอบก็ให้รู้ว่าชอบ แต่ไม่ใช่วี๊ดวายจนคล้ายคนเป็นบ้า

 

มนุษย์ทุกคนต้องการเพื่อนร่วมแสดงอารมณ์ หัวเราะด้วยกัน เสียใจด้วยกัน สุขด้วยกัน ทุกข์ด้วยกัน ฯลฯ ดังนั้น หากผู้นำเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสมบ้าง จะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ดียิ่งขึ้น  

 

จากภาพยนตร์ จะเห็นได้ว่าพระองค์ดำทรงแสดงความดีใจให้เห็นทุกครั้งที่ทำงานสำเร็จและแสดงออกถึงความเสียใจทุกครั้งที่มีการสูญเสียเกิดขึ้น ที่สำคัญความรู้สึกเหล่านั้นจบลงเมื่อฟ้าสางในวันรุ่งขึ้น อารมณ์ของพระองค์กลับสู่สภาพปกติและพร้อมเสมอที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างแน่วแน่และมั่นคง

 

 

การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning)

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำที่มากความสามารถสักเพียงใด ความสามารถเหล่านั้นจะถดถอยทันทีที่หยุดเรียนรู้ โลกไม่ได้หยุดอยู่กับที่ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกนาที

 

การเรียนรู้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเรียนรู้ที่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว แค่สนใจติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆและเปิดรับมุมมองใหม่ๆ อยู่เสมอ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการทำงานให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

 

ผู้นำหลายคนเมื่อประสบความสำเร็จ ก็ติดอยู่กับ “อัตตา” (Ego) ของตนเอง จนกลายเป็นคนประเภท “น้ำเต็มแก้ว” ไม่พร้อมจะเรียนรู้อะไรจากใครอีก

 

อย่าลืมว่า แม้นักกีฬามือหนึ่งของโลกที่เก่งที่สุดแล้ว อย่างไทเกอร์ วู๊ดส์ (นักกอล์ฟ) ราฟาเอล นาดาล  (นักเทนนิส) ลิโอเนล เมสซี่ (นักฟุตบอล) เป็นต้น ทุกคนยังมีครูคือโค้ช

 

ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากพระองค์ดำที่เป็นถึงลูกกษัตริย์แต่มีพระเถรคันฉ่องเป็นโค้ชและครูตั้งแต่เล็กจนโต

 

ดังนั้นไม่ว่าผู้นำจะเก่งสักแค่ไหน ก็ยังคงต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเก่งให้คงอยู่ ไม่ใช่เป็นผู้นำแค่ในตำนานเท่านั้น

 

อืมม์...ว่าไปแล้ว ดูหนังก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งเหมือนกัน โบราณถึงบอกให้ “ดูหนังดูละครแล้วย้อนกลับมาดูตัวเอง” ฉันใดฉันนั้น

 

 

 





 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด

apiwut@riverorchid.com

www.orchidslingshot.com

ติดตามข้อคิดการบริหารจัดการเพิ่มเติมได้ที่ Twitter@apiwutp
 

ที่มา: Productivity Corner ปีที่ 15 ฉบับ174 กันยายน 2557