คุณภาพผู้นำ 10 ประการ

     อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปเสวนาเรื่องการเป็นผู้นำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งจัดให้กับลูกค้าที่เป็นธุรกิจครอบครัว หนึ่งในประเด็นที่พูดคุยกันคือคุณสมบัติของผู้นำที่มีคุณภาพ ผมรวบรวมมาได้ 10 อย่าง ขอนำมาแบ่งปัน

     แต่งตัวภูมิฐานสมฐานะ – ต้องดูดีเหมาะกับสถานะของตนเอง แม้ไม่จำเป็นต้องหรูหราราคาแพง แต่ต้องไม่ซอมซ่อจนไร้ราศี เพราะนี่คือสิ่งแรกที่ผู้คนมองเห็นและตัดสินความเป็นผู้นำของเรา ทฤษฎีการสื่อสารเชื่อว่าสิ่งที่เห็นมีอิทธิพลต่อการรับรู้มากกว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แปลว่าความประทับใจส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีแรกเมื่อได้พบเจอ ผมเห็นผู้บริหารบางคนแต่งตัวเหมือนศิลปินจะไปออกคอนเสิร์ต ผมเผ้าพะรุงพะรัง หนวดเครายาวเฟิ้ม เห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่านี่หรือผู้นำขององค์กร สมัยเด็กๆ ผมเคยคิดว่าจะมาสนใจอะไรนักหนากับการแต่งตัว ให้ดูที่ผลงานกับสมองก็แล้วกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปประสบการณ์สอนให้รู้ว่าการแต่งตัวดีไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เป็นการให้เกียรติผู้อื่นต่างหาก !

     ทำตัวน่าเชื่อถือ – ต้องสามารถสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับผู้คนรอบข้างได้ โดยเริ่มต้นจากการเป็นคนพูดจริงทำจริง คำไหนคำนั้น สัญญาแล้วต้องทำตามที่รับปากไว้ ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ภาษาอังกฤษเรียกคนแบบนี้ว่า Walk the Talk หมายความว่า พูดอย่างไรทำอย่างนั้นและทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ฟังดูแม้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำประจำจนเป็นนิสัย ไม่ง่าย !

     รับผิดไม่รับชอบ — ต้องกล้าที่จะรับผิดในการกระทำของตน (Responsibility) โดยไม่ชี้นิ้วไปที่คนอื่นหรือโทษสิ่งต่างๆ รอบตัว รวมทั้งต้องร่วมรับผิดในสิ่งที่พนักงานกระทำ แม้ตนเองจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือก็ตาม (Accountability) ในทางกลับกันเมื่อได้รับคำชื่นชมหรือความดีความชอบ ต้องรีบแบ่งปันให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยไม่กอดเก็บไว้เพียงคนเดียว

     คิดบวกและเชื่อมั่นในตนเอง – ต้องผสมผสานระหว่างการมองโลกในแง่ดี (Optimism) ความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย (Passion) และความมั่นใจในตัวเอง (Confidence) กับความไม่มุทะลุบู่มบ่าม (Impetuousness) และความเย้อหยิ่งจองหอง (Arrogance) ความยากของเรื่องนี้อยู่ที่การผสมให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างพฤติกรรมทั้งสองขั้ว เพราะคนเก่งอาจโอ้อวดและคนกล้าอาจก้าวร้าว

     เปิดใจรับฟัง – ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ครั้งหนึ่งผมเคยไปนั่งฟังเทศน์ของท่าน ว วชิรเมธี ท่านถามญาติโยมที่มาฟังธรรมในวันนั้นว่า “ใครสำคัญที่สุดในชีวิตของ พวกโยม” บางคนตอบว่าตนเอง บางคนตอบว่าพ่อแม่ บางคนตอบว่าผู้มีพระคุณ ฯลฯ สุดท้ายท่าน ว เฉลยว่า “คนที่อยู่ตรงหน้าโยม ณ เวลานั้นๆ นั่นแหละสำคัญที่สุด” แล้วอธิบายต่อว่า คนส่วนใหญ่ใจไม่อยู่กับตัว เวลานั่งคุยกับลูกใจกลับไปคิดเรื่องงาน เวลากินข้าวกับพ่อแม่ใจกลับไปคิดถึงเพื่อน เป็นต้น ดังนั้น การตั้งใจฟังจึงเป็นทักษะสำคัญที่ต้องฝึกฝน การฟังที่ดีต้องครบ 5 องค์ประกอบสำคัญได้แก่ ฟังด้วยหูหมายถึง ตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิ ไม่ว่อกแว่กไปเรื่องอื่นระหว่างทาง ฟังด้วยตาหมายถึง การสบตาผู้พูดและใช้สายตาอ่านภาษากายของคู่สนทนา ฟังด้วยตัวหมายถึง การสื่อสารด้วยภาษากายและท่าทางว่ากำลังตั้งใจฟัง ฟังด้วยปากหมายถึง การโต้ตอบระหว่างการสนทนาและถามคำถามที่เหมาะสม สุดท้ายคือฟังด้วยใจหมายถึง การทำความเข้าใจในอารมณ์และความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อแม้ไม่ได้เอ่ยออกมาโดยตรงก็ตาม 

     สื่อสารเร้าใจ — ต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ที่ดูเหมือนไกลตัว เช่น วิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและสัมผัสจับต้องได้มากขึ้น ต้องมีความสามารถในการพูดเรื่องยากให้รู้เรื่อง ไม่ใช่พูดเรื่องง่ายๆ ให้เข้าใจยากและฟังดูซับซ้อน แต่เป็นที่น่าเสียดาย ผู้บริหารหลายคนที่ผมรู้จักกลับขาดทักษะในเรื่องนี้ ต้องอย่าลืมว่าความคิดและไอเดียไม่ว่าจะดีเลิศประเสริฐศรีเพียงใด ก็ถูกจำกัดลงด้วยความสามารถในการสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เท่านั้น

     สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ – ต้องสามารถผลักดันทีมงานให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (Efficiency) และเกิดประสิทธิผลสูงสุด (Effectiveness) ว่าแต่ทราบไหม 2 คำนี้ต่างกันอย่างไร … ประสิทธิภาพคือสัดส่วนระหว่างทรัพยากรที่ใช้ไป (Input) กับผลลัพธ์ที่ได้กลับมา (Output) การใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่สร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น ถือว่าการทำงานนั้นมีประสิทธิภาพสูง ในขณะที่ ประสิทธิผลคือผลลัพธ์ที่ได้มาเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ หากผลลัพธ์ได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ถือว่าการทำงานนั้นมีประสิทธิภาพสูง ความท้าทายอยู่ที่ว่าถ้าให้ความสำคัญกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไปอาจทำให้ขาดดุลยภาพในการทำงานได้ เช่น ถ้าสนใจควบคุมการใช้ทรัพยากรมากเกินไป อาจทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ในทางกลับกัน ถ้าสนใจเพียงแต่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาจทำให้ใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็น ดังนั้นการหาจุดพอดี (Optimum Point) ให้พบ จึงเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องใส่ใจ

     สร้างความเปลี่ยนแปลง – แนวทางการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงมี 2 นัย แบบเชิงรุก (Proactive) คือไม่รอให้สถานการณ์ภายนอกบีบบังคับแต่ผู้นำเป็นผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น กับแบบเชิงรับ (Reactive) คือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว ผู้นำทำหน้าที่บริหารจัดการให้ประสบความสำเร็จและเกิดแรงต้านน้อยที่สุด ผู้นำที่มีคุณภาพต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบเชิงรุกให้มากขึ้น

     กระจายอำนาจ – ต้องรู้จักมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้คนข้างล่างได้มีโอกาสลงมือทำและตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น แต่ผู้บริหารหลายคนติดกับดักเรื่องนี้เพราะด้วยความเป็นห่วงในคุณภาพของงานและข้อจำกัดเรื่องเวลา จึงรู้สึกว่าการคิดตัดสินใจ และลงมือทำด้วยตนเอง เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นานๆ เข้าเลยเสพติดการทำงานแบบ One Man Show ! 

     พัฒนาทีมงาน – หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่แค่สร้างผลงาน แต่ต้องดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของลูกทีมแต่ละคนออกมาใช้ให้ได้เต็มที่ด้วย ผู้นำที่สุดยอดคือผู้ที่สามารถมองเห็นความเก่งในตัวของพนักงานโดยที่เจ้าตัวเองอาจจะยังไม่เห็นด้วยซ้ำ ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยรุ่นๆ เขามีโอกาสเข้าอบรมกับวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลกท่านหนึ่ง พอจบการบรรยายจึงไปสนทนาด้วย วิทยากรท่านนั้นถามว่า “ความฝันในชีวิตคืออะไร” เพื่อนตอบว่า “อยากประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเหมือนคุณ” ทราบไหมวิทยากรท่านนั้นตอบว่าอะไร … เขาตอบว่า “คุณจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น แต่คุณจะประสบความสำเร็จตามศักยภาพที่คุณมี” ตอนนั้นฟังแล้วก็รู้สึกเฉยๆ ไม่คิดว่าจะเป็นข้อแนะนำที่โดดเด่นอะไร แต่เวลาผ่านไปกว่า 10 ปี จึงเข้าใจว่าเหตุใดวิทยากรจึงตอบเช่นนั้น คนทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในรูปแบบของตนเองได้ หากค้นหาและดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ 3-6 กันยายน 2558