ความสุขที่หายไป

หลายอาทิตย์ที่ผ่านมา มีโอกาสอ่านบทความเกี่ยวกับรายงานสำรวจความสุขของแรงงานไทยโดยจ็อบสตรีทดอทคอมในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (ฉบับวันที่ 2-5 พฤษภาคม 2556) ผลออกมาว่า 62% ของลูกจ้างที่ตอบแบบสำรวจไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน โดยเหตุผลหลักคือเงินเดือนน้อย (30%) ตามมาด้วยขอบเขตของงานที่ไม่ชัดเจนและไม่ตรงกับความถนัด (24%) ส่วนอันดับสามคือความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างาน (15%)

แบบสำรวจถามต่อว่า หากต้องการแก้ไขเพื่อให้ได้ความสุขกลับคืนมาจะทำอย่างไร คำตอบยอดฮิตอันดับแรกที่คนกว่าครึ่งตอบคือ หางานใหม่ (58%) ถัดมาคือหาความสุขนอกเวลางาน เช่น การทำงานอดิเรก (37%) คุยกับเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ (12.4%) สิ่งที่น่าประหลาดใจคือมีเพียง 11.8% เท่านั้นเลือกที่จะคุยกับหัวหน้าหรือนายจ้างเพื่อร่วมกันหาทางแก้ปัญหา

ถ้าอ่านผ่านๆ ผลสำรวจนี้คงไม่ได้แปลกประหลาดสร้างความตื่นเต้นอะไร เพราะสำรวจกี่ครั้ง ประเด็นเรื่องเงินเดือน ค่าจ้างและผลตอบแทนน้อย ก็เป็นปัญหาของคนทำงานส่วนใหญ่

แต่หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นได้ว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น พนักงานส่วนใหญ่เลือกที่จะหนีปัญหา (ไปหางานใหม่) หรือกลบเกลื่อนปัญหา (หาความสุขนอกงาน ทำอย่างอื่นให้เพลินๆ จะได้ลืมความทุกข์) มีน้อยคนมากที่ตัดสินใจสู้กับปัญหาโดยการพูดคุยกับหัวหน้าหรือนายจ้างโดยตรงเพื่อหาทางออกร่วมกัน

หลายคนอาจมีข้อแก้ตัวมากมายว่าทำไมจึงไม่ควรคุยกับหัวหน้าหรือนายจ้าง แต่ยอมรับเถอะว่าปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คือ เราประนีประนอมมากเกินไป ไม่ชอบความขัดแย้ง จึงเก็บและกดความขัดแย้งนั้นไว้ จนทนไม่ไหวก็ “ระเบิด” ออกมา

อันที่จริงหากวิเคราะห์ดูให้ดี ต้นตอของปัญหาที่พนักงานไม่มีความสุข สรุปลงได้เรื่องเดียวคือ “การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ”

ลองดูนะครับ...

ปัญหาแรก พนักงานรู้สึกว่าเงินเดือนน้อย - เชื่อไหมว่าประเด็นนี้เป็นปัญหาคลาสิก หากถามลูกจ้างกี่คนก็ต้องตอบว่า “งานหนักกว่าเงินที่ได้รับ” แต่ถ้าถามนายจ้างร้อยทั้งร้อยคงตอบว่า “ทำงานไม่คุ้มเงินที่จ่าย” ... ตอบไม่ได้จริงๆ ว่าใครถูกใครผิด

แต่ที่แน่ๆ เชื่อว่านายจ้างคงไม่ได้ตั้งเงินเดือนแบบมั่วๆ ขึ้นมา น่าจะคำนวณดีแล้วว่า “ราคา” นี้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบและราคาตลาด

ส่วนลูกจ้าง ก็คงไม่ได้พูดแบบมั่วๆ ว่า “เงินเดือนน้อย” เพราะน่าจะได้ข้อมูลจากเพื่อนๆ ว่ารายได้ที่คนอื่นได้สำหรับงานที่คล้ายๆ กัน ในท้องตลาด “ราคา” เท่าไร

ปัญหาคือทั้งสองฝ่ายไม่ได้นั่งลงแล้วเปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุด้วยผล อย่างผู้ใหญ่คุยกันต่างหาก

ปัญหาที่สอง - ขอบเขตงานไม่ชัดเจน ไม่ตรงกับความถนัด - เชื่อไหมว่านายจ้างส่วนใหญ่มองว่างานที่มอบหมายให้ลูกน้องทำชัดเจนมาก ที่สำคัญได้ชี้แจ้งให้ทราบตั้งแต่แรกแล้วว่างานที่ต้องทำมีขอบเขตความรับผิดชอบและอำนาจเพียงใด รวมทั้งหากต้องให้พนักงานทำงานที่ดูเหมือนไม่ค่อยถนัด ก็มีเหตุผลอีกว่าทำไมถึงให้ทำ เช่น อยากให้โอกาสในการเรียนรู้ หรือบุคลากรที่มีอยู่ในองค์กรไม่เพียงพอ ทุกคนต้องช่วยกันไปก่อน เป็นต้น ... สรุปว่าหัวหน้าทุกคนมีเหตุผล

และเชื่ออีกไหมว่าลูกน้องจำนวนไม่น้อย ไม่เคลียร์ว่างานที่ตนเองรับผิดชอบมีขอบเขตแค่ไหน อะไรบ้างที่ไม่ต้องทำ รวมทั้งพนักงานหลายคนมีข้อสงสัยและไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ต้องทำงานที่ตนเองไม่ถนัด ทั้งๆ ที่เคยบอกหัวหน้าแล้วว่า “ไม่อยากทำ” แต่ยังต้องทำอยู่ จึงทำทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจและไม่ชอบ !

สุดท้ายปัญหาอยู่ที่ไหนครับ ... การสื่อสารอย่างเดียวเลย หากทั้งสองฝ่ายตัดสินใจพูดคุยกันตรงๆ อธิบายเหตุผลและความรู้สึกให้กันและกันฟัง แล้วช่วยกันหาทางแก้ปัญหา ความสุขน่าจะกลับมาได้ไม่ยาก

ปัญหาที่สาม - ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้า -  ต้องยอมรับครับว่าเรื่องหัวหน้าลูกน้องนี่ บางทีก็เลือกไม่ได้ “ฟ้าประทาน” มาให้ หัวหน้าหลายคนไม่อยากได้ลูกน้องบางคน ในขณะที่ลูกน้องหลายคนก็ไม่อยากได้หัวหน้าบางคน แต่เลือกไม่ได้ครับ “จัดให้แล้ว”

เชื่อไหมว่าคนส่วนใหญ่ไม่อยากคุยกับคนที่เราไม่ชอบ พอไม่คุยก็เลยไม่ชอบ พอไม่ชอบก็ยิ่งไม่อยากคุย หมุนวนจนเป็นวงจรอุบาท (Vicious Cycle) คือปัญหาที่หาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่ได้ ยิ่งหมุนยิ่งติดลึก

ในทางกลับกันเชื่อไหมว่าคนที่เราคุยด้วยบ่อยๆ ไม่ว่าเป็นลูกน้องหรือหัวหน้า มักไม่ค่อยมีปัญหา พอไม่มีปัญหาก็เลยสะดวกใจที่จะคุย ยิ่งคุยก็เลยยิ่งไม่มีปัญหา หมุนวนแบบนี้เรื่อยไป

ดังนั้นทางแก้เรื่องนี้ไม่ยาก พลิกสมองกลับตาลปัตร สักหน่อย “ยิ่งไม่ชอบ ยิ่งต้องคุย” เพราะถ้าตัดสินใจไม่คุย สถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายลง เพียงแต่เวลาคุยให้เริ่มต้นด้วยการมองว่าปัญหาอยู่ที่เราด้วยส่วนหนึ่ง อย่าเริ่มต้นจากปัญหาอยู่ที่เขา ไม่เช่นนั้นคุยกันไม่จบ คุยแล้วหาทางปรับจูนกันคนละนิด หากไม่ได้จริงๆ เริ่มต้นเปลี่ยนที่เราก่อน เพราะง่ายกว่าเปลี่ยนคนอื่น ... เชื่อผม บางทีการที่เราเปลี่ยนมีผลทำให้คนอื่นเปลี่ยนด้วย

เพราะฉะนั้นหากอยากได้ความสุขกลับคืนมา ไม่ต้องทำอะไรที่วิลิศมาหรา แค่คุยกันให้มากขึ้น หันหน้ามาสู้กับปัญหา อย่าหนี อย่ากลบเกลื่อน ง่ายๆ เท่านี่เอง !

 

 

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามข้อคิดในการบริหารจัดการเพิ่มเติมได้ที่ twitter@apiwutp
www..facebook.com/OrchidSlingshot