ความสำเร็จกับเหตุผลและคำแก้ตัว

โดยปกติ เวลาเราทำอะไรผิดพลาดหรือมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากที่คาดหมายไว้ เรามักหาเหตุผลให้กับสถานการณ์นั้น ๆ เสมอ แต่เหตุผลที่อ้างขึ้นมาอาจเป็นเหตุผลจริงๆหรือเป็นเพียงเหตุผลที่มีคำแก้ตัวแฝงอยู่ด้วยก็เป็นได้ หลายครั้งที่เหตุผลและคำแก้ตัวเป็นสิ่งยากที่จะแยกออกจากกัน และสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของใครหลายคน

“ขอโทษทีที่มาสาย....รถมันติดจริงๆ”

เหตุผลของการมาสายก็เพราะรถติด แต่นั่นเป็นแค่เหตุผลอย่างเดียวหรือเป็นการแก้ตัวด้วย ต้องยอมรับว่าการโยนความผิดในการมาสายไปให้การจราจรที่คับคั่งไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า เราทำให้หลายคนต้องรอ คำถามคือ ทำไมเราไม่ออกจากต้นทางให้เร็วขึ้น ซึ่งการออกจากต้นทางเร็วขึ้นคงทำให้เราไม่ต้องมาให้เหตุผลและคำแก้ตัวกับการมาเร็วว่า “ขอโทษทีที่มาเร็วไปหน่อย...บังเอิญผม/ดิฉันออกจากสำนักงานเร็วแล้วรถก็ไม่ติดด้วย”

ผมว่า ถ้าโลกเป็นอย่างนี้กันหมด เราคงไม่ต้องมานั่งอารมณ์เสียกับเหตุผลและข้อแก้ตัวต่างๆที่ได้ยินกัน

อย่างที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นว่า เหตุผลและคำแก้ตัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของใครหลายคน แต่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เป็นเช่นนี้ และนั่นทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับคนที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า

ถ้าสังเกตให้ดีเราจะพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นคนที่ไม่ค่อยมีคำแก้ตัวเท่าไรนัก เขาไม่เคยที่จะหาเหตุผลหรือคำแก้ตัวให้กับการทำหรือไม่ทำอะไร ในขณะที่คนที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าจะมีคำแก้ตัวและคำอธิบายที่ยืดยาวว่า ทำไมถึงไม่ไป ทำไมถึงไม่ทำ ทำไมถึงทำไม่ได้ ฯลฯ

ลองมองลึกเข้าไปในข้อแก้ตัวเหล่านั้น จะพบว่าคำแก้ตัวของคนที่ประสบความสำเร็จน้อยนั้น ก็สามารถเป็นคำแก้ตัวให้กับคนที่ประสบความสำเร็จมากได้เช่นกัน แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ใช้เหตุผลดังกล่าวเป็นคำแก้ตัว ... และนั่นเป็นความแตกต่างที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน

ผมมีโอกาสอ่านบทความเกี่ยวกับการแก้ตัวของ Marshall Goldsmith, Ph.D. ซึ่งเป็นกูรูในเรื่องของการโค้ชผู้บริหาร เขาเล่าให้ฟังว่า คำแก้ตัวนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆด้วยกัน คือ ประเภทโยนความผิดให้แบบดื้อๆ (Blunt) กับประเภทแบบฉันผิดเอง (Subtle)
ประเภทโยนความผิดแบบดื้อๆ เป็นแบบเรามักเคยได้ยินเด็ก ๆ อ้างบ่อย ๆ เวลาทำของหายที่โรงเรียนว่า “เพื่อนเอาไป” หรือถ้าจะเอาแบบชีวิตคนทำงานก็ประมาณว่า “ขอโทษทีที่ไม่ได้ไปกินข้าวตามนัด บังเอิญเลขาฯลงนัดผิดวัน ทำให้ฉันเข้าใจวันผิดไปด้วย”

ซึ่งถ้าเราแปลความหมายของคำแก้ตัวนั้นก็คือว่า “ฉันไม่ได้ลืมนัดกินข้าวนะ เพียงแค่ว่าการกินข้าวกับคุณไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ฉันต้องทำในวันนี้ แล้วเลขาฯของฉันก็ไม่รอบคอบ ดังนั้นอย่าโทษฉัน ต้องโทษเลขาฯของฉันที่ลงวันผิด”

ต้องยอมรับว่า คำแก้ตัวในลักษณะนี้เป็นอะไรที่เราเอาตัวรอดได้ยาก และนี่ไม่ใช่เหตุผลที่ผู้นำที่ดีหรือคนที่ต้องการประสบความสำเร็จควรนำมาใช้ จากประสบการณ์ ผมยังไม่เคยได้ยินใครพูดชื่นชมคนอื่นว่า “เขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ/เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะเขาให้คำแก้ตัวที่ดีและมีคุณภาพเสมอ”

สำหรับคำแก้ตัวประเภทที่สอง แบบฉันผิดเองนั้น เป็นคำแก้ตัวที่เราสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายและให้ความชอบธรรมกับความเป็นตัวตนของเรา เช่น “ก็รู้กันอยู่ว่าฉันเป็นคนโมโหง่าย” “ฉันเป็นคนไม่รอบคอบ” “ฉันแก่แล้วความจำไม่ดี” รวมๆแล้วก็คือ “ขอโทษที ก็ฉันเป็นของฉันแบบนี้”

จะว่าไปแล้วลักษณะพฤติกรรมของคนเรานั้นมีที่มาที่ไป ส่วนมากมักถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กและถูกนำมาใช้ซ้ำไปซ้ำมาจนกลายเป็นนิสัย ซึ่งเมื่อนิสัยเหล่านั้นถูกใช้บ่อยๆ เข้า ก็กลายเป็นการย้ำเตือนตัวเราว่า “เราเป็นแบบนี้เอง คงเปลี่ยนไม่ได้” !

ดังนั้นในครั้งถัดไปที่คุณจะหาข้อแก้ตัวให้กับตนเองในการที่จะไม่ทำอะไรสักอย่าง ด้วยการบอกตัวเองว่า ก็เพราะ “ฉันไม่เก่งในเรื่องนี้” ลองถามตัวเองใหม่ว่า “จริงเหรอ ใครบอกคุณ คุณตัดสินใจตั้งแต่เมื่อไรว่าคุณเป็นแบบ” จากนั้นจงรวบรวมความกล้า ท้าทายด้วยการถามตัวเองใหม่ว่า “แล้วทำไมไม่ลองดูหละ” ?

อย่าลืมว่าทัศนคติและพฤติกรรมเหล่านี้เป็นของคุณ คุณสร้างขึ้นมาเอง และคนที่จะเปลี่ยนมันได้ก็คือตัวคุณเองเท่านั้น จำไว้ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแบบนี้ และเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ด้วย
เอาล่ะครับ! ลงมือทำได้แล้ว .... ไม่ต้องแก้ตัว

 
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com