ความผูกพันซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

ช่วงที่ผ่านมาหลายบริษัท จัดงานเลี้ยงปีใหม่ บ้างก็พาไปเที่ยวต่างจังหวัด บ้างก็พาไปทัวร์ต่างประเทศ บรรยากาศในการทำงานช่วงนั้นช่างชื่นมื่นยิ่งนัก เแต่สัจธรรมคือ “วันเวลาไม่รอใคร” ไม่นานนักบรรยากาศแห่งความสุขสนุกสนานก็ผ่านไป ช่วงเวลาแห่งการทำงานวนกลับมาอีกครั้ง

จากสถานการณ์บ้านเมืองที่ยืดเยื้อต่อเนื่องมานานหลายเดือน เศรษฐกิจสำหรับปีม้านี้กูรูหลายท่านจึงฟันธงว่าเห็นทีคงจะเป็น “ม้าพยศ” อย่างแน่แท้ แต่ละองค์กรคงต้องใช้แรงในการควบ ต้องฮ่อกันมากกว่าเดิม 

ท่านในฐานะผู้นำ เจ้าของกิจการ หรือหัวหน้าทีม จะมีวิธีอย่างไรให้พนักงานควบม้าพยศนี้ ไปด้วยกันกับองค์กรจนถึงเส้นชัย 

คำตอบ คือ “ปลุกระดม” แหม..อย่าเพิ่งคิดเป็นอื่นไป ดิฉันหมายความว่าท่านต้องใช้วิธีให้พนักงาน “สู้ด้วยใจ” ทำให้เขามีความรู้สึกมุ่งมั่นทุ่มเท ศัพท์เทคนิคทางการบริหารบุคคล เรียกอาการอย่างนี้ว่า “Engagement”

เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ของพนักงาน ที่มีต่อองค์กร มักมีคำ 2 คำที่เราได้ยินกัน คำแรกคือ Loyalty ที่เราได้ยินกันมาเนิ่นนานแล้ว และอีกคำที่มาฮิตกันระยะหลังๆ นี้ คือ Engagement - 2 คำนี้แตกต่างกันอย่างไร ?
 

คำว่า Loyalty (ความจงรักภักดี) นั้น เป็นคำที่คุ้นเคยกันมาแต่เนิ่นนาน เราคงเคยได้ยินเถ้าแก่หลายคนพูดว่า อยากให้พนักงานทำงานแบบซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อองค์กร อยู่ด้วยกันนานๆ แต่ในปัจจุบันพฤติกรรมแบบนี้อาจไม่เพียงพอให้องค์กรไปข้างหน้าได้อย่างรวด เร็ว เพราะที่ผ่านมาพบว่าแม้พนักงานจะไม่คิดลาออกไปไหน แต่พนักงานก็ทำงานแบบตัวอยู่กับองค์กรแต่หัวใจไม่อยู่ด้วย คือ มาทำงานแต่ก็ไม่ได้สร้างผลงานเท่าไรนัก ทำงานแบบรับผิดชอบตามหน้าที่ของตนเองเท่านั้น 


เมื่อศึกษาต่อพบอีกว่า เหตุผลที่คนกลุ่มนี้อยู่ในองค์กรแบบไม่ไปไหน เพราะมีความจำเป็นต้องอยู่ด้วยเหตุผลบางประการ เช่น ต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ โบนัสดี รอเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเพื่อสร้างประวัติการทำงานให้น่าสนใจสำหรับการสมัครงานครั้งใหม่ เป็นต้น รู้อย่างนี้แล้วคำว่า Loyalty คงไม่เพียงพอต่อปีม้าพยศนี้แน่ๆ จริงมั้ย ?

สำหรับ Engagement (ความผูกพันมุ่งมั่นทุ่มเท) นั้น ลักษณะการทำงานของพนักงานจะเป็นแบบทุ่มเทให้ทั้งตัวและหัวใจ คือ มาทำงานและสร้างผลงานด้วย ให้ความสนใจกับงานที่ทำ มีความสุขอยู่กับงานโดยไม่คำนึงถึงเวลา แม้ต้องมาแต่เช้าแล้วกลับดึกก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร เมื่อเขาต้องเจอกับปัญหาในการทำงานก็จะไม่มองว่าเป็นอุปสรรค แต่กลับมองว่าเป็นโอกาส พนักงานที่มี Engagement ต่อองค์กรจะมีความพยายามที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้องค์กรอย่างจริงจัง หากในองค์กรมีพนักงานประเภทนี้มากมายมันจะเลิศสักแค่ไหน.. มีงานวิจัยพิสูจน์ว่าองค์กรที่พนักงานมี Engagement สูงๆ ส่งผลให้ผลประกอบการขององค์กรนั้นดีขึ้นถึง 240% เมื่อเทียบกับองค์กรที่พนักงานไม่มี Engagement .. ว้าว! เลยมั้ยคะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ Engagement สร้างอย่างไร ?

บางท่านบอกว่า “ปลายปีที่แล้วพิจารณาเงินเดือนขึ้น รวมทั้งให้โบนัสไปมากโข ปีนี้พนักงานน่าจะมี Engagement แน่ๆ” หากท่านใดกำลังคิดคล้ายกันนี้ ต้องขออนุญาตตอบว่าผิดถนัด ขออ้างอิงผลงานวิจัยหนึ่งที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ทำการเก็บรวมรวบโดย Gallup บริษัทวิจัยยักษ์ใหญ่ของโลกที่ได้สำรวจพนักงานจำนวน 1.98 ล้านคน จาก 28 ประเทศ พบว่าสิ่งที่ส่งผลต่อความผูกพันของ พนักงานมีเพียงแค่ 12 ปัจจัย แต่ไม่พบว่ามีเรื่อง “เงิน” อยู่ในนั้นเลย Gallup อธิบายว่าเงินอาจช่วยสร้าง Loyalty ได้ แต่มันไม่ได้สร้าง Engagement 

ปัจจัย 12 ข้อในการสร้าง Engagement ที่ Gallup พบ มีดังนี้

1. รู้ว่าถูกคาดหวังอะไรบ้างในการทำงาน

2. มีวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการทำงาน

3. ที่ทำงานเปิดโอกาสให้ได้ทำในสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดทุกวัน

4. ได้รับคำชมสำหรับการทำงานที่ดีในช่วง 7 วันที่ผ่านมา

5. เจ้านายหรือใครบางคนในที่ทำงานมีท่าทีใส่ใจในฐานะเป็นคนคนหนึ่ง

6. มีใครบางคนในที่ทำงานสนับสนุนให้ได้พัฒนา

7. ที่ทำงานเห็นความสำคัญในการแสดงความเห็น

8. ภารกิจและจุดประสงค์ของบริษัททำให้รู้สึกว่างานที่ทำอยู่มีความสำคัญ

9. เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างมีคุณภาพ

10. มีเพื่อนสนิทในที่ทำงาน

11. ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีใครบางคนในที่ทำงานพูดคุยเรื่องความก้าวหน้า

12. ในช่วงปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้เรียนรู้และเติบโตในการทำงาน
 

 

เพื่อความชัดเจน ขออธิบายเพิ่มเติมถึงรูปแบบความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร ซึ่งจะมีลักษณะและระดับความผูกพันต่างกัน โดย Gallup แบ่งความผูกพันออกเป็น 3 ระดับ

  • “Engaged” คือ พนักงานที่ทำงานแบบมีความผูกพันมุ่งมั่นทุ่มเทแนบแน่นกับองค์กร เป็นคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ช่วยให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า
  • “Not Engaged” คือ พนักงานที่ทำงานแบบ “ตัวอยู่ใจจาก “ ทำงานตามหน้าที่ให้เสร็จไปวันๆ นับถอยหลังรอเวลาตอกบัตรเลิกงานเท่านั้น 
  • “Actively Disengaged” คือ พนักงานที่ขาดลามาสายบ่อยๆ แสดงออกว่าไม่มีความสุขในการทำงาน และยังแพร่กระจายความรู้สึกแย่ๆ ให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อยู่แบบ “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ“ ซะอีก 

ปี 2013 Gallup ได้รายงานผลการวิจัยชื่อ State of the Global Workplace โดยแสดงถึงความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร มีการเก็บข้อมูลจาก 142 ประเทศทั่วโลกซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย 

ใน ช่วงปี 2011-2012 ภาพรวมจากการสำรวจทั้งหมดพบว่า พนักงานที่ทำงานแบบ Engaged มีเพียง 13% พนักงานที่ทำงานแบบ Not Engaged มีถึง 63% และพนักงานที่ทำงานแบบ Actively Disengaged มี 24% 

ส่วน ประเทศไทย Gallup พบว่าพนักงานที่ทำงานแบบ Engaged มีเพียง 14% พนักงานที่ทำงานแบบ Not Engaged มีอยู่มากถึง 84% และพนักงานที่ทำงานแบบ Actively Disengaged มีอยู่ 2% ... น่าตกใจไหมคะ !

ลองจินตนาการดูว่าหากนี่เป็นตัวเลขขององค์กรจริงๆ สักแห่งซึ่งมีพนักงานอยู่ 100 คน หมายความว่ามีพนักงาน 84 คนที่ทำงานแบบไม่มีจิตวิญญาณพร้อมจะทำงานผิดพลาดอยู่เสมอ และอีก 2 คนที่ทำงานแบบมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ พร้อมสร้างความเสียหายให้กับองค์กรและแพร่กระจายโรคร้ายให้กับเพื่อนพนักงาน องค์กรนี้จะเป็นอย่างไรค่ะ ?

อย่างไรก็ตามในรายงานฉบับเดียวกันนี้ ได้ให้ข้อเสนอแนะในการสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นในองค์กรไว้ 3 ข้อ คือ
1) องค์กรต้องให้ความสำคัญในการคัดเลือก พนักงานที่เหมาะสม โดยเฉพาะตำแหน่งผู้จัดการ ซึ่งงานวิจัยพบว่าผู้จัดการที่ Not Engaged 1 คน จะส่งผลให้เกิดพนักงานที่ Not Engaged ถึง 3 คน ดังนั้นจงเลือกให้ดีเพราะเขาจะช่วยดูแลเอาใจใส่พนักงาน สามารถสร้างความเชื่อถือศรัทธา ทำให้เกิดบรรยากาศทำงานเชิงบวก ช่วยสร้างเสริมกำลังใจและพัฒนาผลงานของทีมได้เป็นอย่างดี
2) เปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้จุดแข็งของเขาในการทำงาน และให้โอกาสในการพัฒนาจุดแข็งนั้นให้ มากขึ้น จากงานวิจัยพบว่า พนักงานที่ได้ใช้จุดแข็งใน การทำงานทุกๆวัน จะเกิดความผูกพันมากขึ้นถึง 6 เท่า (ขอแนะนำหนังสือ Go Put Your Strengths to Work เขียนโดย Marcus Buckingham ซึ่งแนะนำวิธีอันทรงพลัง 6 ขั้นตอนใน 6 สัปดาห์ เพื่อสร้างผลงานที่โดดเด่น และช่วยให้ท่านพัฒนาจุดแข็งของตัวเองและลูกทีมได้ด้วย)
3) พัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานให้อยู่ดีมีสุข (Well-being) จากงานวิจัยพบว่าพนักงานที่ Engaged จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นและใส่ใจในการสร้างเสริมสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง มากกว่าพนักงานที่ Not Engaged หรือ Actively Disengaged หลายเท่า โดยองค์กรสามารถกำหนดให้เรื่องการดูแลสุขภาพนี้ เป็นนโยบายที่ทุกคนต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ยกตัวอย่างบริษัทกูเกิ้ล (Google) ที่ติดอันดับต้นๆขององค์กรที่น่าทำงานมากที่สุดในโลก พนักงานมีความเคารพในวัฒนธรรมองค์กรและรักงานที่ทำ บริษัทได้จัดสรรพื้นที่มุมพักผ่อน ลานโบว์ลิ่ง สนามเปตอง ร้านอาหารมากมาย มุมกาแฟที่ให้บริการอาหารว่างฟรี ภายในออฟฟิศที่ทำงาน เรียกได้ว่าพนักงานงานได้รับความสะดวกสบายในระหว่างการทำงานราวกับเป็นคนใน ครอบครัว 
 

ผู้นำหลายคนเคยกล่าวไว้ ว่า “คนคือสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร” คำพูดนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ คนคนนั้นทำงานด้วยความรู้สึก Engaged ต่อองค์กรเท่านั้น

Engagement อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาฉับพลัน แต่หากให้ความสำคัญเสียตั้งแต่วันนี้ ทุกองค์กรสามารถสร้างความมุ่งมั่นทุ่มเทให้เกิดขึ้นได้แน่นอน...เชื่อเถอะ !

 
กรรณิการ์ สิทธิชัย
ที่ปรึกษาหุ้นส่วน
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
kannika@riverorchid.com
www.orchidlslingshot.com


ที่มา: K-Inspire Quarter 1,2014 Vol.8 No.29