เมื่อวันก่อนมีโอกาสฟังสรุปผลงานวิจัยของ Zenger Folkman สถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการพัฒนาภาวะผู้นำผ่านกระบวนการดึงจุดแข็งออกมาทำให้โดดเด่น ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจาก การประเมิน 360 องศาของ “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่มีอายุระหว่าง 30-44 ปี เปรียบเทียบกับ “ผู้นำรุ่นใหญ่” ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป จำนวนรวมทั้งสิ้นเกือบ 5,000 คนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก พบว่าผู้นำรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จเร็วกว่าผู้นำรุ่นใหญ่

เพราะเหตุใด ?

ผลการวิจัยพบว่าคนรุ่นใหม่มีคุณสมบัติ 6 ประการที่โดดเด่นกว่า

    พวกเขายินดีเปิดรับสิ่งใหม่ๆ (They welcome novelty) เพราะด้วยประสบการณ์ที่มีไม่มากนักเมื่อเทียบกับคนรุ่นใหญ่ จึงทำให้คนรุ่นใหม่เปิดกว้าง มองโลกในแง่บวก ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดหรือมุมมองเก่าๆ ดังนั้น เมื่อมีสิ่ิงใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น จึงพร้อมยอมรับและทำตามโดยไม่โยกโย้โอดโอย มิหนำซ้ำในบางสถานการณ์ยังอาจสวมบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเสียเองด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างง่ายๆ ในองค์กรต่างๆ สังเกตดู คนที่ปรับตัวได้ช้าและไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนแปลง ส่วนมากมักเป็น “รุ่นใหญ่” ทั้งนั้น

     พวกเขาเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ (They’re inspiring) เพราะด้วยพลัง แรงขับและความหลงใหล (Passion) ในสิ่งที่ทำ ส่งผลให้ผู้นำรุ่นใหม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจกับผู้ที่ร่วมงานด้วยให้รู้สึกฮึกเหิม กระตือรือร้นและอยากจะประสบความสำเร็จดังที่ฝันไว้ ได้ดีกว่าผู้นำรุ่นใหญ่ที่ดูเหมือนกำลังวังชาจะอ่อนล้าโรยแรงไปตามกาลเวลา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือสมัยที่ สตีฟ จ๊อบส์ ปลุกปั้นแอปเปิ้ลใหม่ๆ และเอ่ยปากชวน John Sculley อดีตรองประธานบริหารของ Pepci-Cola มาเป็น CEO ให้บริษัทเล็กๆ ที่ยังดูไม่มีอนาคตอย่างแอปเปิ้ลในขณะนั้น ด้วยประโยคอมตะที่ว่า “คุณต้องการขายน้ำหวานไปชั่วชีวิต หรือจะมาเปลี่ยนแปลงโลกกับผม” ในที่สุด Sculley ตัดสินใจมาทำงานกับแอปเปิ้ลเพราะรู้สึกว่าการได้ทำงานกับคนที่มี Passion อย่างจ๊อบส์ เป็นเรื่องที่น่าสนุกและท้าทายความสามารถ

     นอกจากนั้นยังพบว่าคนรุ่นใหม่มักใช้แนวทางการบริหารแบบ “จูงใจให้เดินตาม” (Pull) ในขณะที่ผู้นำรุ่นใหญ่มักใช้วิธีการ “ควบคุมและสั่งการให้เดินไป” (Push) มากกว่า

     พวกเขายอมรับข้อมูลป้อนกลับ (They’re receptive to feedback) คนรุ่นใหม่อยากได้ Feedback จากคนรอบข้างที่ทำงานด้วย พวกเขาต้องการรู้ว่าตรงไหนที่ทำได้ดีและมีอะไรที่ควรปรับปรุง การเงียบๆ เฉยๆ ไม่มีคอมเม้นท์อะไร จะเป็นแรงผลักอย่างดีให้คนเหล่านี้ออกจากองค์กรไป หลายคนคงคิดว่าคนรุ่นใหม่ค่อนข้างเปราะบางและขาดความอดทน ซึ่งอาจจะจริงหากมองจากมุมของการทำงานเพราะพวกเขาอยากเห็นความ สำเร็จที่รวดเร็ว สนใจผลตอบแทนเฉพาะหน้า ใจร้อนและไม่ชอบคอยเวลา แต่หากพูดถึงเรื่อง Feedback แล้ว พวกเขา “หนังหนา” (Thick Skin) กว่าคนรุ่นใหญ่ ชอบการพูดจาที่ตรงไปตรงมา รับได้กับแรงเสียดทานที่เกิดจาก Feedback ในทางสร้างสรรค์และที่สำคัญต้องมาจากคนที่เขาไว้ใจและศรัทธา ด้วยคุณสมบัตินี้จึงทำให้พวกเขารู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองจากมุมมองของผู้อื่นได้ดีกว่า ส่งผลให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด

       พวกเขามีความพยายามในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ (They’re always trying to improve) คนรุ่นใหม่มักขวนขวายเรียนรู้มากกว่าคนรุ่นใหญ่ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความที่ยังไม่ “เก๋าเกมส์” ทำให้ทัศนคติต่อการพัฒนาเปิดกว้างเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว สามารถผลักดันให้ตนเองมีความรู้ความสามารถในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ในฐานะที่ปรึกษาด้านการพัฒนาคนให้กับหลายองค์กร ผมสังเกตเห็นว่าผู้นำรุ่นใหม่เป็นผู้ใฝ่หาความรู้อย่างมาก คนเก่งๆ หลายคนตัดสินใจออกจากองค์กรดีๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ไป เพียงเพราะรู้สึกว่างานที่ทำไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ

      พวกเขาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ (They’re focused on results) ด้วยความใจร้อนและอยากเห็นผลสำเร็จที่รวดเร็ว ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการที่ได้มา จริงอยู่การกระทำเช่นนี้อาจมีผลเสียและความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่า “ผลลัพธ์” เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนกว่า เมื่อเทียบกับวิธีการหรือความตั้งใจ คนรุ่นใหม่จึงมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้เกิดผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมได้มากกว่า ไม่เชื่อลองเหลือบดูรอบๆ ตัว จะเห็นได้ว่าสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จในโลกปัจจุบัน ล้วนเป็นผลผลิตจากคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Uber, Grab Taxi, Airbnb หรือ Ookbee เป็นต้น เพราะพวกเขาไม่คิดมาก ไม่มีประสบการณ์อันยาวนานที่คอยกระซิบเตือนว่า “อย่าทำเลย ไม่เวิร์คหรอก” แต่เชื่อในการลงมือทำ เน้นผลลัพธ์และความสำเร็จที่รวดเร็ว

       พวกเขาวางเป้าหมายที่ท้าทาย (They set strech goals) ความต้องการเอาชนะและจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของคนวัยหนุ่มสาว เป็นแรงผลักดันอย่างดีให้พวกเขาหมั่นยกระดับความสำเร็จให้สูงขึ้นอยู่เสมอๆ (Raising the Bar) และกล้าทำอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทายความสามารถ ชนิดที่คนรุ่นใหญ่สมัยที่มีอายุในวัยเดียวกันไม่กล้าทำ เพราะคนรุ่นนี้มีความเชื่อว่าต้องเต็มที่กับชีวิต จึงมักโลดโผนไปกับความสำเร็จ เมื่ออาทิตย์ก่อนนั่งคุยกับน้องคน หนึ่งอายุ 25 ปี เธอบอกว่าอายุ 27 ต้องมีเงิน 100 ล้าน อายุ 35 เธอจะมีเงิน 1000 ล้าน … โอ้วแม่เจ้า ! ผมอายุ 50 แล้ว เงินสัก 10 ล้านยังไม่กล้าฝันเลย !

        แต่ใช่่ว่าผู้นำรุ่นใหม่จะมีแต่ข้อดีเพียงด้านเดียว งานวิจัยพบว่าคนกลุ่มนี้มักถูกมองในแง่ลบจากคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องความอ่อนด้อยประสบการณ์อันมีผลต่อความน่าเชื่อถือ ความเป็นตัวของตัวเองที่มากเกินไปจนไม่สนใจและใส่ใจคนอื่นการมุ่งผลลัพธ์และความสำเร็จที่เกินควรจึงไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้าง คล้ายการมุ่งมั่นที่จะพิชิตยอดเขาโดยไม่ได้สนใจความสวยงานและทิวทัศน์ระหว่างทาง การไม่ค่อยยอมทำงานหนัก (Work Hard) คิดแต่อยากทำงานอย่างชาญฉลาด (Work Smart) เพียงอย่างเดียว เป็นต้น

       หัวใจสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ต้องการชี้ให้เห็นความจริงที่ว่า “คลื่นลูกใหม่ย่อมแรงกว่าคลื่นลูกเก่า” แต่ก็ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่หลงระเริงจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็ต้องการเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหญ่รับรู้ด้วยว่า หากเพียงแค่เดินช้าลงกว่าเดิมอีกนิดเดียว เด็กรุ่นหลังก็จะเร่งเครื่องแซงไปชนิดมองไม่เห็นฝุ่น เลยทีเดียวเชียว

  จำไว้ว่าไม่มีองค์กรใดจะประสบความเสร็จได้เพียงเพราะมีแต่คนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังแต่ขาดประสบการณ์ ในทางกลับกันก็ไม่มีองค์กรใดที่จะประสบความสำเร็จได้ เพียงเพราะมีแต่คนรุ่นใหญ่ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์แต่ขาดพลัง เช่นกัน

     องค์กรที่สามารถผสานพลังของคนรุ่นใหม่กับประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่เข้ากันได้อย่างลงตัวเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จ

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 24 ธ.ค.58