คนรุ่นใหม่ต้องการอะไรจากหัวหน้ารุ่นเก๋า

คุณมลเป็นเจ้าของกิจการขนาดกลางแห่งหนึ่ง เธออายุ 50 กว่าเกือบ 60 แล้วและตั้งใจว่าจะเกษียณอายุในเร็ววันนี้โดยปล่อยให้ลูก ๆ รับมรดกต่อไป เพื่อตนเองกับสามีจะได้เดินทางท่องเที่ยวตามที่ฝันไว้

แต่ปัญหากวนใจดูเหมือนจะเป็นเรื่องลูกๆ ที่ไม่อยากทำงานในธุรกิจของพ่อแม่ !

เมื่อ 3 ปีก่อนเธอให้ลูกชายคนโตมาช่วยงาน หวังว่าจะให้ทำหน้าที่แทนคุณพ่อ

เธอให้สามีหอบหิ้วลูกชายคนนี้ไปทุกแห่งที่เขาไปเพื่อจะได้เรียนรู้งาน ส่วนลูกสาวที่เพิ่งจบบัญชีมาใหม่ ก็เอามาหนีบไว้ข้างตัวเพื่อฝึกงานเกี่ยวกับระบบบัญชีของบริษัท

แต่ดูเหมือนช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา การทำงานไม่ค่อยราบรื่นอย่างที่คาดหวัง แนวทางในการทำงานของพ่อแม่กับลูกๆ มักจะไปกันคนละทิศละทาง

“เด็กๆ พวกนี้เข้ามาทำงานยังไม่ทันเรียนรู้อะไร ก็คิดจะเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ อยู่ดีๆ หาเรื่องเสียเงินเปล่าๆ” คุณมลบ่นให้ฟัง เมื่อลูกชายขอลงระบบคอมพิวเตอร์ในการบริหารงานขายใหม่ทั้งหมด ในขณะที่ลูกสาวก็เห็นว่าน่าจะรื้อวิธีการลงบัญชีของบริษัทที่เคยทำมา

ระยะหลังๆ มานี้ความเห็นของสี่คนพ่อแม่ลูก กลับขัดแย้งกันหนักขึ้น จนวันหนึ่งลูกทั้งสองตัดสินใจ “หักดิบ” ด้วยการออกจากบ้านไปทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านและการทัดทานของพ่อแม่

เรื่องนี้จบลงด้วยความรู้สึกผิดหวังของทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ความฝันของเด็กรุ่นใหม่ที่จะกลับมาช่วยพัฒนาธุรกิจครอบครัวก็มีอันพับไป ส่วนความฝันของพ่อแม่ที่ตั้งอกตั้งใจก่อร่างสร้างธุรกิจมาให้ลูกๆ ก็ต้องปิดฉากลงด้วยเช่นกัน

เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าซึ่งคุณมลเล่าให้ฟังในงานเลี้ยงสังสรรค์งานหนึ่ง

หลังจากได้ยินเรื่องนี้ก็ทำให้คิดถึงปัญหาช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gaps) ที่ดูเหมือนนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในสังคมไทย

หลายองค์กรประสบปัญหาหัวหน้ายุค Baby Boomer (อายุประมาณ 50 ขึ้นไป) กับการบริหารจัดการเด็กรุ่น Gen Y (อายุประมาณ 20 ปลายๆ) เพราะด้วยทัศนคติ มุมมองและความคิดเห็นที่ต่างกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานขึ้น จนเป็นเหตุให้หลายๆ องค์กรเกิดปัญหาพนักงานลาออกกันเป็นว่าเล่น

ผมมีโอกาสอ่านบทความหนึ่งที่เล่าให้ฟังว่าคนรุ่นใหม่ต้องการอะไรจากผู้นำรุ่นเก๋าซึ่งน่าสนใจดี โดยเจ้าของบทความได้ทำการสัมภาษณ์คน Gen Y จำนวนหนึ่งและได้ข้อมูลว่า

คนรุ่นใหม่ต้องการให้หัวหน้ารุ่นเก๋ากระจายอำนาจมากขึ้น อย่ามัวแต่แคลงใจในความสามารถของเด็กๆ อยากให้ยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ต้องการพื้นที่และโอกาสในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่แค่ทำตามที่นายสั่งอย่างเดียว พวกเขาต้องการโอกาสในการเรียนรู้และอิสระในการทำงาน ดังนั้นหากหัวหน้ามอบหมายกระจายอำนาจได้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ตามแบบฉบับของเขาได้

พวกเขาต้องการให้หัวหน้าเป็นผู้สนับสนุนที่ดี อันที่จริงเขาต้องการพี่เลี้ยง (Mentor)มากกว่าหัวหน้า (Boss) คนกลุ่มนี้ส่วนมากมีความศักยภาพ กล้าคิดกล้าพูดกล้าทำ เพียงแต่ต้องการคนคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง ทำหน้าที่เป็นผู้ให้แนวทาง ให้คำแนะนำและให้กำลังใจเท่านั้น

พวกเขาต้องการความสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว คนกลุ่มนี้เชื่อว่างานกับเรื่องส่วนตัวแยกกันยาก การที่ทำงานไปด้วยคุยโทรศัพท์ส่วนตัวหรือ Chat กับเพื่อนไปด้วย ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเสียหาย แต่หัวหน้า Baby Boomer กลับมีทัศนคติที่แตกต่าง พวกเขาเชื่อว่างานคืองาน เล่นคือเล่น ถ้าทำงานก็อย่าเล่น ถ้าจะเล่นก็ไม่ต้องทำงาน ปัญหาจึงเกิดขึ้น เพราะคนแต่ละกลุ่ม ใช้มุมมองของตนเองเป็นเครื่องตัดสิน

คนรุ่นใหม่ต้องการความอิสระ พวกเขาเชื่อว่างานทำที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญต้องสนุก ท้าทาย ได้เรียนรู้ และพร้อมจะจากไปหากไม่ได้ดังใจ คนกลุ่มนี้จึงดูไม่ค่อยมีระเบียบวินัยและไม่อดทนในสายตาหัวหน้ารุ่นเก๋า ดังนั้นการบริหารจัดการ Gen Y ต้องมองด้วยความเข้าใจ ใช้วิธีผ่อนสั้นผ่อนยาว ไม่ตึงเกินไปจนดูเข้มงวดแบบรับไม่ได้ แต่ก็อย่าหย่อนเกินไปจนไม่สามารถควบคุมได้

ความแตกต่างระหว่างวัยเป็นได้ทั้งวิกฤตและโอกาส อยู่ที่จะบริหารจัดการอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีองค์กรใดที่ประสบความสำเร็จโดยไม่อาศัยสองประสานระหว่างประสบการณ์ของคนรุ่นเก๋ากับพลังของคนรุ่นใหม่เลย แม้แต่องค์กรเดียว

แล้วคุณล่ะ...จะทำอย่างไร ?



อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามข้อคิดในการบริหารจัดการเพิ่มเติมได้ที่ twitter@apiwutp
www..facebook.com/OrchidSlingshot