7 ประการของ Brain-Based Leadership

 

 

เทรนด์ล่าสุดของการพัฒนาผู้บริหารยุคใหม่ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านสมองมาประยุกต์กับการสร้างภาวะผู้นำ เรียกว่า Brain-based Leadership ผมเคยเขียนสรุปข้อคิด 7 ประการแรกไว้เมื่อสามปีที่แล้ว วันนี้ขอเพิ่มเติมข้อคิดใหม่ๆมาอัพเดตกันสักนิดนะครับ

 

ฟันธง ตรงประเด็นเช่นเคยทีละข้อ อีก 7 ข้อคิดที่ผู้นำทุกคนควรรู้เกี่ยวกับ 'สมอง' ของเรา

 

  1. สมองส่วนที่เป็น 'อารมณ์' ของเรามีขนาดใหญ่กว่าส่วนที่เป็น 'เหตุผล' ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อภาวะผู้นำอย่างมาก โลกที่ทำงานหลายครั้งพบว่าเรามักเน้นที่เหตุผล แต่มากกว่า 90% ของเวลาเราใช้สมองส่วนที่เป็นอารมณ์ในการคิดอะไรต่อมิอะไรด้วยระบบที่เรียกว่า Default Network มนุษย์เคยเชื่อว่าหากเราไม่ได้คิดอะไรแปลว่าสมองเรา ‘ว่างงาน’ แท้จริงแล้วสมองต้องบังคับตัวเองให้หยุดงานประจำเพื่อ ‘แบ่งเวลา’ มาคิดต่างหาก ฉะนั้นใช้เหตุผลได้แต่อย่าลืมฟังเสียงจากหัวใจ
     
  2. สมองส่วนอารมณ์และเหตุผลดังกล่าวทำงานประหนึ่งไม้กระดก กล่าวคือเมื่อเรามีเหตุผลเราจะไม่ค่อยมีอารมณ์ ในทางกลับกัน เมื่อเรามีอารมณ์เรามักไม่ค่อยมีเหตุผล สาเหตุเป็นเพราะสมองต้องตัดสินใจเลือกอย่างเสียอย่างระหว่างสองสิ่งนี้ งั้นเวลาเพื่อนอกหักอย่าปลอบมันว่า ‘อย่าคิดมาก’ หรือถ้านายกำลังเลือดขึ้นหน้าอย่าบอกพี่แกว่า ‘ใจเย็นๆ’ ทักษะที่ผู้นำสมองควรฝึกคือ การกระดกสมองตนเองและผู้อื่นให้เป็น เวลาอารมณ์ขึ้นทำอย่างไรให้มีเหตุผล เช่นกัน เวลาเหตุผลมากไปจะกระตุ้นอย่างไรให้ฮอร์โมนฉีดพล่าน
     
  3. ฮอร์โมนคือสิ่งที่ทำให้สมองเราว้าวุ่นอยู่ได้ Dopamine ที่ทำให้สมองกระฉับกระเฉงเกิดจากคำชม การรู้ว่าตนมีคุณค่า และการได้ทำตามไอเดียใหม่ๆของตนเอง Endorphins และ Oxytocin เป็นฮอร์โมนเปี่ยมสุข เพิ่มได้โดยการสร้างบรรยากาศทำงานที่เป็นมิตร สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในทีม ส่วนทางฝั่งผู้ร้ายเราก็มีเจ้า Cortisol ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวพันกับความเครียด หากเครียดน้อยไปก็ทำให้ชีวิตขาดความกระชุ่มกระชวย แต่ถ้าเครียดมากไปสมองจะเกิดอาการ overload ทำให้เครื่องแฮงค์และทำงานไม่ได้
     
  4. สำหรับสมอง เงินอาจไม่ได้เป็นตัวสร้างแรงจูงใจที่ดีที่สุด งานวิจัยพบว่าหากเรามีรายได้เดือนละประมาณหนึ่งแสนบาท ความสุขของมนุษย์จะมาจากอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงิน สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะสมองเป็นสัตว์สังคม มีเงินแต่รู้สึกว่าต้องประสบกับความไม่ยุติธรรมสมองไม่ชอบ ใช้ชีวิตแบบไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างพรุ่งนี้ ใช้ชีวิตที่เจ้าตัวไม่มีสิทธิ์เลือก ขาดเพื่อนคู่คิดหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร รวมถึงสถานะทางสังคมที่ย่ำแย่ มองไปรอบตัวมีแต่นายของนายของนาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สมองคนในองค์กร disengage แม้งานได้ผล แต่คนไม่ค่อยเป็นสุข
     
  5. เราอาจเคยเข้าใจว่ามนุษย์ ‘คิด’ ก่อน ‘ทำ’ แต่การศึกษาด้านสมองเริ่มบอกเราว่าความเชื่อนั้นอาจไม่จริงเสมอไป สมองมีส่วนหนึ่งเรียกว่า Thalamus มีหน้าที่รับสัญญาณรีเลย์ข้อมูลจากส่วนต่างๆของระบบประสาทในร่างกาย ปากที่คาบดินสออาจบอกสมองว่าเจ้าตัวกำลังยิ้ม หรือคิ้วที่กำลังขมวดอาจสื่อสารว่านี่คือความเครียด ข้อคิดสำหรับผู้นำคือเราสามารถเป็นนายสมองตัวเองได้ โดยใช้การควบคุมร่างกายไปโน้มน้าวสมองอีกที ผู้นำที่ดีสามารถใช้การ ‘ทำ’ มาจัดการวิธี ‘คิด’ ของตนเองได้ ศรัทธาสร้างได้ครับ
     
  6. โดยธรรมชาติสมองทำงานด้วยการเน้นจุดแข็งแบบ Strengths-Based สมองเด็กน้อยเติบโตสูงสุดในวัยหกขวบ มีการเชื่อมต่อของเซลส์จำนวนมากกว่าตอนเจ้าตัวเป็นผู้ใหญ่ถึง 3-4 เท่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกระบวนการพัฒนาของสมองใช้เวลาหลังหกปีแรกในโลกเพื่อ ‘กำจัด’ แผนที่ที่ไม่ค่อยได้ใช้ออกไป เหมือนเราถอนวัชพืชที่มาแย่งน้ำหล่อเลี้ยงของต้นไม้ที่เป็นต้นหลัก ดังนั้นอย่าเสียเวลาไล่ปลูกต้นไม้ที่สมองเราได้กำจัดไป แต่ลองหาวิธีดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วของแต่ละคนออกมาใช้ แค่นั้นก็ยากมากแล้ว
     
  7. สิ่งแวดล้อมมีผลอย่างมากต่อสมอง เพียงแค่การชม ‘อย่างไร’ ก็ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เด็กที่ถูกชมว่าเก่งจะขาดความพยายามและความกล้าที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ความล้มเหลวถูกมองเป็นอุปสรรคที่ถ้าเลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ในมุมกลับกันเด็กที่ได้รับคำชมบนความพยายามและความวิริยะอุสาหะ จะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ใหม่ๆที่น่าทดลอง สนุกกับการเรียนรู้ และมีความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ หากอยากเปลี่ยนพฤติกรรมลูกน้องเราสามารถเริ่มได้ด้วยการให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของหัวหน้า สร้างสิ่งแวดล้อมที่มองวิกฤติเป็นโอกาสมากกว่าการทำโอกาสให้เป็นวิกฤติ

 

Brain-Based Leadership 7 ประการใหม่นี้คงช่วยเน้นย้ำคุณผู้อ่านอีกครั้งว่า ความรู้เกี่ยวกับสมองช่วยให้ผู้นำสามารถเข้าใจ 'แก่น' การคิดของตนเองและคนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้มุมมองใหม่ๆในการพัฒนาทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวครับ


 

Brain Based Leadership
ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ 16 ก.พ.57