การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (ตอนที่ 2)

ฉบับที่แล้ว ผมได้ตอบน้องนักศึกษาไปบางส่วนเกี่ยวกับคำถามที่ว่า “ทำอย่างไรจึงจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” โดยแนะนำว่า ...

  • ต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สมองได้ผลิต gray matter ซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับความจำ
  • ต้องเรียนรู้ด้วยหลากหลายวิธีการ เพื่อให้สามารถเข้าใจและจดจำได้ดีขึ้น
  • ต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปสอนต่อ เพราะการสอนเป็นการทบทวนข้อมูลด้วยคำพูดของตนเอง
  • ต้องขยายขอบเขตของสิ่งที่รู้อยู่แล้วให้กว้างออกไป

คราวนี้ลองมาดูต่อว่า ยังมีวิธีการอื่นอะไรอีกบ้างที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้

หลายครั้งที่เราเรียนรู้ผ่านการอ่านหนังสือ การฟังอาจารย์พูด หรือการค้นคว้าหาข้อมูลจากห้องสมุดหรืออินเตอร์เน็ท

แม้การได้เห็น ได้จด หรือได้ฟังความรู้ใหม่ ๆ จะเป็นแนวทางสำคัญแนวทางหนึ่งในการเรียนรู้ แต่จะดีกว่าไหมหากเรานำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ไปลงมือปฏิบัติจริง ด้วย เพราะการปฏิบัติจริงจะทำให้เข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น อย่าลืมว่าเรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ การเรียนรู้ที่จะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การขับรถ การว่ายน้ำ เป็นต้น ดังนั้นการลงมือปฏิบัติและฝึกฝนอย่างจริงจังในช่วงแรกจนทำให้เกิดความชำนาญ จะทำให้เป็นทักษะความรู้ที่ติดอยู่กับเราไปตลอดแม้ภายหลังจะไม่ได้มีการฝึกฝนแล้วก็ตาม

แน่นอนว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้มาเป็นอย่างดี บางครั้งก็อาจหลงลืมไปบ้าง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ดังนั้นหากลืมสิ่งที่เคยเรียนรู้มาแล้ว จงค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องอีกครั้ง อย่าคิดหรือคาดเดาเอาเองเพียงอย่างเดียว เพราะงานวิจัยทุกสำนักพบว่าการพยายามที่จะคาดคั้นให้สมองคิดอะไรบางอย่างที่คิดไม่ออก อาจนำไปสู่ความสับสนระหว่างข้อมูลที่คิดได้กับข้อมูลที่เป็นจริง และในขณะเดียวกันก็เสี่ยงกับการนึกออกในสิ่งที่ผิด ดังนั้นการค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

อีกกลยุทธ์หนึ่งสำหรับการเรียนรู้ที่ดี คือการค้นหาว่าแนวทางการเรียนรู้แบบใดเป็นแนวทางที่ถนัด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง มีแนวทางในการเรียนรู้อยู่มากมายที่จะสามารถช่วยให้คุณเข้าใจและเรียนรู้ได้ดีขึ้น แต่แนวทางที่คุณถนัดจะทำให้สามารถเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น (สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทฤษฎีของ Carl Jung’s Learning Style Dimensions ได้ เพื่อที่จะเข้าใจและค้นหาแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมของคุณ)

แม้การเรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ จะทำให้ได้ความรู้มากขึ้น แต่การทำแบบทดสอบจะทำให้เข้าใจและเรียนรู้ได้มากกว่า มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้พบว่า นักเรียนที่ผ่านการทำแบบทดสอบจะสามารถจดสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปมากกว่านักเรียนไม่ได้มีการทำแบบทดสอบ

สุดท้ายสำหรับการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการหยุดที่จะทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน หรือหยุดทำงานแบบ Multitasking

ในอดีต เราเคยมองกันว่าการที่สามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กลับพบว่าการทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันทำให้ความใส่ใจที่มีต่องานแต่ละชิ้นน้อยลงตามไปด้วย จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ลดตามไป การสลับจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งจะทำให้เราเรียนรู้ได้ช้าลงและความผิดพลาดในการทำงานก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า

แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อชีวิตความเป็นจริง เรามีงานหลายอย่างเข้ามาพร้อม ๆ กัน... คำแนะนำคือการจัดสรรเวลาให้กับงานแต่ละชิ้น อย่าทำงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เพ่งความสนใจไปที่งานในมือก่อน ทำจนถึงเวลาที่ตั้งใจไว้ จากนั้นจึงเปลี่ยนไปทำงานอีกชิ้นหนึ่ง การทำงานทีละชิ้น นอกจากจะทำให้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้อีกด้วย

สิ่งที่เขียนมานี้ เป็นแนวทางที่จะช่วยให้คุณสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่จะเรียนรู้ได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความตั้งใจและความต้องการที่จะเรียนรู้ของตัวผู้เรียนเองเป็นสำคัญ

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
www.orchidslingshot.com
apiwut@riverorchid.com
ติดตามเกร็ดความรู้ในการบริหารจัดการได้เพิ่มเติมที่ www.twitter.com/apiwutp