การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (ตอนที่ 1)

วันก่อนมีโอกาสไปเป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พูดเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าสู่โลกของการทำงานจริง หลังจากบรรยายจบก็เปิดโอกาสให้ซักถามตามอัธยาศัย ใครใคร่ถามผ่านทางไมโครโฟนก็ถาม ใครใคร่ถามผ่านการเขียนก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ เวลามีไม่พอ หลาย ๆ คำถามจึงยังไม่ได้รับการตอบ

หลังจากขึ้นรถและเตรียมกลับบริษัท ผมหยิบคำถามที่เหลือมาดูต่อ มีอยู่คนหนึ่งเขียนมาว่า “ผมรู้ว่าอาจารย์ไม่มีเวลาตอบคำถามผมแน่นอน หลังจากดูจากปริมาณมือที่ยกขึ้นมาถามแล้ว แต่หวังว่าจะตอบผ่านทางหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจนะครับ ผมจะรออ่าน....คำถามไม่มีอะไรยาก แค่ว่าผมเริ่มทำงานมาได้สักพักหนึ่งแล้ว ตอนนี้ต้องทั้งเรียนทั้งทำงาน แถมทุกอย่างก็ใหม่สำหรับผม ต้องเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างมากมาย เครียดมากครับ จะทำอย่างไรดีเพื่อให้สามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด”

เล่นเขียนมาดักคอกันอย่างนี้...ไม่ตอบ ไม่ได้แล้ว... แต่ก่อนอื่น อยากขอบคุณสำหรับคำถามนี้ก่อนเพราะผมมองว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจ และที่สำคัญขอเป็นกำลังใจให้คุณคนที่เขียนถามมา อย่ายอมแพ้นะครับ เพราะนี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต ช่วงเวลาของการทำงานยังอีกยาวไกลและมีอะไรหลายอย่างที่ต้องพบเจอ แต่สำหรับตอนนี้ จงตัดตวงช่วงเวลาของการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

สำหรับคำถามที่ถามมา จริง ๆ แล้วก็พอมีแนวทางบางอย่างที่หลาย ๆ ครั้งแนะนำให้หลาย ๆ คนลองทำดู แต่สำหรับการตอบครั้งนี้ อยากให้อะไรที่มากกว่าแค่แนวทาง เลยไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมาอีกนิดหน่อย พบว่า...

สมองของคนเรามีส่วนประกอบหลายอย่างด้วยกัน แต่สำหรับการจดจำแล้ว gray matter เป็นเนื้อเยื่อประสาทและสมองที่ช่วยเราในเรื่องเกี่ยวกับความจำ ยิ่งเรามี gray matter มากเพียงไร ก็จะสามารถจดจำได้ดีมากขึ้นเท่านั้น และการที่เราจะมี gray matter เพิ่มขึ้นได้ ต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สมองสร้าง gray matter ขึ้นมา ดังนั้นการเรียนรู้และทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำเพื่อให้สมองทำงานได้ดีและมีการพัฒนามากย่ิงขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรียนภาษาต่างประเทศใหม่ ๆ สิ่งที่ควรทำคือการใช้ภาษาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ฝึกฝนและทบทวนการใช้เพื่อให้สามารถจดจำภาษาได้ดี และเป็นการเพิ่มปริมาณของ gray matter ในสมองไปในตัวด้วย พูดง่าย ๆ คือ “ถ้าเราไม่ใช้มัน เราก็จะลืมมัน” (Use-It-Or-Lose-It)

นอกจากนี้ถ้าต้องการเป็นผู้เรียนรู้ที่ดี จำเป็นต้องเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ แทนที่จะนั่งและรับฟังอย่างเดียว ควรทบทวนข้อมูลที่ได้รับด้วยทั้งทางการพูดและทางสายตา กล่าวคือ เราอาจทบทวนโดยการพูดให้เพื่อนฟังหรืออาจจะเขียนออกมาเป็น Mind Mapping เพราะการเรียนรู้มากกว่าหนึ่งทางจะช่วยให้เราจดจำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการเรียนรู้ผ่านการฟัง สมองจะเก็บข้อมูลไว้ที่จุดหนึ่ง พอเราเรียนรู้ผ่านการพูด สมองเราก็จะจำไว้ในอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นหากเรียนรู้หลากหลายวิธี สมองก็จะจดจำในหลากหลายรูปแบบ แต่ในขณะเดียวกันสมองก็สามารถเชื่อมต่อความจำในแต่ละส่วนเข้าด้วยกันได้ ซึ่งน่ันหมายความว่า เรากำลังเรียนรู้เพื่อความเข้าใจมากกว่าการท่องจำเพียงอย่างเดียว

อีกวิธีของแนวทางการเรียนรู้ที่ดีคือ การเรียนรู้ด้วยการสอนผู้อื่น จำได้ไหมเวลาที่ได้รับมอบหมายงานจากอาจารย์ให้ขึ้นไปนำเสนออะไรบางอย่างหน้าห้อง อาจารย์ที่ให้งานมา ก็หวังว่าเราจะได้เรียนรู้จากการออกไปพูดหน้าชั้น ในขณะที่เราก็ต้องการให้การนำเสนอออกมาดี ดังนั้นจึงพยายามขวนขวายเรียนรู้ แปลข้อมูลที่ได้รับออกมาเป็นภาษาของตนเอง ซึ่งวิธีการนี้ช่วยในการผนึกความจำในส่วนที่เป็นข้อมูลดังกล่าวลงไปในสมองให้ลึกลง จากนั้นก็จะเป็นการหัดพูดหน้ากระจกหรือกับเพื่อน ซึ่งเป็นการทบทวนสิ่งที่เรียนรู้มาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังมีวิธีการของการเรียนจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วมาขยายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในห้องเรียน ต้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีไทยสักอย่างหนึ่ง เราอาจจะขยายความรู้โดยการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้แต่งวรรณคดีนั้น ๆ ช่วงสมัยของผู้แต่งวรรณคดี รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

กระดาษหมดพอดี ขออนุญาตเล่าต่อในฉบับหน้านะครับ

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
www.orchidslingshot.com
apiwut@riverorchid.com
ติดตามเกร็ดความรู้ในการบริหารจัดการได้เพิ่มเติมที่ www.twitter.com/apiwutp