การเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่คับขัน

ต้องยอมรับว่า ณ ตอนนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีสองปีที่ผ่านมา เดือนก่อนมีผู้บริหารท่านหนึ่งโทรมาหา เล่าให้ฟังว่า เขารู้สึกว่าแม้ภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่พนักงานกลับมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงกว่าแต่ก่อน คำถามคือ ทำไม....
ต้องบอกว่า ตอบยากครับ แต่ที่แน่ๆ ผู้บริหารท่านนี้ไม่ได้คิดไปเองคนเดียว เพราะผมเคยมีโอกาสอ่านงานวิจัยฉบับหนึ่งที่บอกไว้ว่า พนักงานที่ทำงานในสถานการณ์คับขันสามารถทำงานได้ดีกว่าพนักงานที่ทำงานในสถานการณ์ปกติถึง 30% และหนึ่งในหลากหลายเหตุผลคือความแตกต่างในแนวทางการบริหารของผู้นำ

อย่างที่เรารู้กันดีว่า ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินั้น ขวัญและกำลังใจของพนักงานจะอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำที่สุด ดังนั้นแนวทางในการบริหารของผู้นำจึงเน้นไปที่พนักงานเป็นหลัก เราลองมาดูกันว่า ผู้นำในช่วงวิกฤตเข้าทำอะไรกัน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราสามารถนำเอาข้อปฏิบัติใดในสถานการณ์วิกฤตมาสร้างความกระตือรือร้นให้กับพนักงานได้บ้าง

อย่างแรกและเป็นสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของการสื่อสาร ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะพยายามทำให้พนักงานมองเห็นถึงสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร ตามความเป็นจริง ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า พวกเขาสามารถทำอะไรเพื่อช่วยองค์กรได้บ้าง รวมทั้งพยายามขจัดความข้องใจทั้งหมดที่พนักงานมีต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อตัวเขา หรือองค์กรได้

ถัดมาคือการทำให้พนักงานมีพลังในการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งในสถานการณ์ที่วิกฤต องค์กรกำลังพบกับความไม่แน่นอน ผู้นำต้องสร้างบรรยากาศในการทำงานให้กับพนักงาน ทำให้พวกเขารู้สึกมีพลังและมีความมุ่งมั่นในการทำงาน ส่ิงที่ผู้นำในสถานการณ์วิกฤตทำคือ
1.  สร้างความชัดเจนและการยอมรับในขณะเดียวกันก็ทำให้พนักงานมุ่งเน้นไปที่งานที่ตนเองทำอยู่ ผู้นำต้องสร้างวิสัยทัศน์และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน อธิบายสิ่งเหล่านั้นให้พนักงานได้เห็นและเข้าใจ พร้อมทั้งสร้างการยอมรับและความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน อย่าปล่อยให้พนักงานมืดแปดด้าน คลำทางและคาดเดาเอาเอง เพราะความมืดมนจะนำไปสู่ข่าวลือที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร

2.  หากองค์กรอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตมากๆ ผู้นำต้องเข้าไปสั่งการให้พนักงานทำงานตามแผนหรือขั้นตอนที่วางไว้ โดยชี้ให้พนักงานเห็นว่า การไม่ทำตามขั้นตอนดังกล่าว จะทำให้องค์กรและตัวพนักงานเองเกิดผลเสียอะไรบ้าง อย่างไรก็ดี ผู้นำต้องพึงระวังว่า แนวทางเช่นนี้ไม่ควรนำมาใช้มากจนเกินไป เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัดและหวาดกลัว ส่งผลให้บรรยากาศการทำงานโดยรวมเสียไป

3.  ถ้าจำเป็น ผู้นำอาจขอความช่วยเหลือหรือความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ โดยต้องชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดที่มีอยู่อย่างชัดเจน

4.  ผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้สนับสนุนที่ดีด้วย การสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันอย่างพี่น้องก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ ในขณะที่พนักงานกำลังกลัวกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น พวกเขากลัวจะสูญเสียงาน กลัวไม่มีรายได้ และความมั่นใจในตนเองลดลง ผู้นำต้องเข้าไปสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น ให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนเท่าที่จะทำได้

5.  การโค้ชและพัฒนาพนักงาน แม้ในช่วงวิกฤต ผู้นำมีหลายอย่างที่ต้องทำหรือต้องตัดสินใจ แต่ผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะไม่ละเลยเรื่องการพัฒนาพนักงาน อย่างน้อยต้องให้เวลาพนักงาน 5-10 นาทีเพื่อรับฟังปัญหาและให้ความช่วยเหลือ ให้ข้อมูลตอบกลับ เพิ่มเติมความรู้และมุมมองในการทำงานให้กับพนักงานแต่ละคน การพัฒนาที่ดี ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนและไม่ควรถูกกำหนดด้วยระยะเวลา ว่าควรยาวหรือสั้น -- ตราบเท่าที่ได้ใจความ เป็นอันใช้ได้

6.  ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างให้พนักงานเห็น โดยเฉพาะในช่วงที่มีสถานการณ์วิกฤต ต้องทำให้พนักงานเห็นว่า คุณอยู่กับพวกเขาตลอดเวลาและอยู่เพื่อพวกเขา การช่วยเหลือลงมือทำ ช่วย “ลงแขก” กับพนักงานบ้างในบางเรื่อง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างขวัญและกำลังใจ

ทั้ง 6 อย่างนี้ เป็นส่งที่ผู้นำในยามวิกฤตมักทำ ที่สำคัญพบว่าส่วนใหญ่ได้ผลดี ขวัญและกำลังใจของพนักงานดีขึ้น พนักงานมีใจให้กับงานมากขึ้น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานเพิ่มสูงขึ้น หากในช่วงวิกฤต แนวทางการนำเช่นนี้ใช้ได้ผล เหตุใดเราไม่นำแนวทางเหล่านี้บางอย่างมาปรับใช้ในช่วงที่ “ไม่” วิกฤตดูบ้าง ขนาดช่วงที่องค์กรวิกฤต ยังได้ผล ... ถ้าไม่วิกฤต ก็น่าจะยิ่งได้ผลมากขึ้น ใช่ไหม ?
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com