ในฐานะวิทยากรเกี่ยวกับภาวะผู้นำ บ่อยครั้งที่ถามผู้เข้าอบรมว่าหากวันหนึ่งฝ่ายทรัพยากรบุคคลส่งหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับการฟังมาให้ คุณคิดว่าใครควรเข้าสัมมนาเรื่องนี้บ้าง

มากกว่าครึ่งของคนในห้อง ตอบว่าคนแรกที่ควรไปคือ หัวหน้างานโดยตรงของพวกเขาส่วนที่เหลือชี้มือไปที่เพื่อนร่วมงานบ้าง ผู้บริหารระดับสูงบ้าง ลูกน้องบ้าง แทบจะไม่มีใครเลยที่คิดว่าตนเองควรต้องพัฒนาเรื่องนี้ด้วยเพราะส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นผู้ฟังที่ดีอยู่แล้ว ผมเคยทำการทดสอบโดยอ่านข้อความสั่นๆ สัก 6-7 ประโยคแล้วให้ทุกคนตอบคำถาม 5-6 ข้อเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งพูดไป เชื่อไหมว่ามีไม่ถึง 10% ที่ตอบคำถามได้ถูกต้องทุกข้อ ทั้งๆ ที่ก่อนทำการทดสอบเตือนแล้วว่าให้ตั้งใจฟัง ! การฟังเป็นทักษะที่ถูกลืมไป ทั้งๆ ที่สามารถช่วยสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ดีขึ้น จากงานวิจัยของหลายสำนักพบว่าคนเราใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งในสามไปกับการฟังอย่างจริงจัง ส่วนที่เหลือเป็นเพียงแค่ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 มีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการฟัง และพบว่าทันทีได้ยินเรื่องราวบางอย่างจบลง ผู้ฟังจะจำรายละเอียดต่างๆ ได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น แม้มนุษย์จะล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการฟังมาเกือบ 60 ปีแล้ว แต่พบว่าพัฒนาการของการฟังเป็นไปอย่างเชื่องช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าตนเองมีปัญหาเรื่องการฟังจึงไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้และพัฒนา

อันที่จริงการฟังเป็นทักษะที่สามารถเพิ่มพูนได้หากตั้งใจฝึกฝน การฟังที่ดีต้องมีองค์ประกอบครบ 5 อย่างดังต่อไปนี้

ฟังด้วยหู หมายถึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพียงแค่ได้ยินเสียงที่มากระทบโสตประสาทเท่านั้น

ฟังด้วยตา หมายถึงการสบตาคู่สนทนาและใช้ตาสังเกตอากัปกริยาของผู้พูดประกอบด้วยภาษากายที่ไม่ได้สื่อออกมาเป็นคำพูด บอกบางอย่างเพิ่มเติมให้กับเรา หากสนใจและใส่ใจให้ดี

ฟังด้วยตัว หมายถึงใช้อวัจนภาษา เช่น การพยักหน้าระหว่างการฟัง เป็นต้น เพื่อแสดงให้คู่สนทนาเห็นว่าเราจดจ่ออยู่กับเขา

ฟังด้วยปาก หมายถึง มีการโต้ตอบและสักถามบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดอยู่ นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยให้เกิดการสื่อสารแบบสองทางที่มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ฟังด้วยใจ หมายถึง เอาใจจดจ่ออยู่กับเรื่องที่คู่สนทนากำลังพูด ครั้งหนึ่งผมเคยได้ยินท่านว.วชิรเมธี ถามญาติโยมที่มาฟังธรรมว่าใครสำคัญที่สุดในชีวิตของแต่ละคนต่างคนต่างตอบกันไปคนละอย่างสองอย่าง บ้างก็ว่าพ่อแม่ บ้างก็ว่าครูอาจารย์ บ้างก็ว่าลูกหลาน เป็นต้น สุดท้ายท่านเฉลยว่าคนที่ตรงหน้า ณ เวลาที่เรากำลังสนทนากับเขานั่นแหละสำคัญที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่ระหว่างฟังคู่สนทนา ใจมักไปคิดเรื่องอื่น

ในเชิงจิตวิทยา การฟังมีอยู่ 3 ระดับ

ระดับแรกเป็นการฟังแบบได้ยิน หมายถึงระหว่างฟัง ใจแอบกังวลเรื่องอื่นๆ แม้คู่สนทนาอาจรู้สึกว่าเรากำลังฟังอยู่เพราะทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาต่างแสดงให้เห็นว่ากำ ลังสนใจฟัง แต่ใจกลับล่องลอยไปคิดเรื่องอื่น ลองสังเกตตัวเองดูแบบง่ายๆ ก็ได้ว่าเราเป็นผู้ฟังระดับนี้หรือเปล่า หากฟังจบ จับใจความไม่ได้ ต้องถามซ้ำให้พูดใหม่อีกรอบ แบบนี้เข้าข่ายได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง

ระดับสองเป็นการฟังแบบตั้งใจ หมายถึงการฟังที่เน้นไปที่คู่สนทนาอย่างแท้จริงใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด เข้าใจเรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างดี แต่อาจยังไม่ลึกซึ้งถึงขนาดเข้าใจความรู้สึกที่อีกฝ่ายหนึ่งมีได้การฟังระดับนี้เป็นการฟังเฉพาะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาเท่านั้น

ระดับสามเป็นการฟังแบบเข้าใจความรู้สึก หมายถึงฟังอย่างลึกซึ้งทั้งคำพูดที่ออกมา น้ำเสียงและปฏิกริยาต่างๆ เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของอีกฝ่ายทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้เอ่ยออกมา การฟังระดับนี้ทำให้ผู้ฟังเข้าถึงความรู้สึกและความคิดของผู้พูดได้มากขึ้น เรียกว่าฟังในสิ่งที่ไม่ได้พูดด้วย

หากต้องการพัฒนาทักษะในการฟังให้ดีขึ้น ควรเริ่มต้นจาก

ให้ความสำคัญกับผู้พูด – ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดเสียงและคว่ำหน้าโทรศัพท์ลง มองคู่สนทนาและฟังอย่างตั้งใจ ทำสมองให้ว่าง หยุดพูดสักแป๊บฟังแบบไม่ต้องตัดสินว่าสิ่งที่ได้ยินถูกหรือไม่ ใช่หรือเปล่า ใส่ใจกับสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น

หาเวลาให้กับตนเอง - จัดตารางการทำงานในแต่ละวันให้ดีกำหนดช่วงเวลาว่างให้ตนเองอย่างชัดเจนและเหมาะสม เพื่อใช้ในการสะสางงานต่างๆ ช่วงเวลาเหล่านี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องกดดันตัวเองเวลาที่คุยกับผู้อื่นเพราะเมื่อรู้ว่ามีเวลาที่จะใช้สำหรับเคลียร์งานหรือเรื่องต่างๆ อย่างเหมาะสมแล้วย่อมทำให้มีสมาธิในการรับฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ต้องคิดกังวลเรื่องงานของตนเองระหว่างการสนทนา

ฝึกตั้งคำถามให้มากขึ้น - หากเพื่อนหรือลูกน้องมาขอคำแนะนำ ตั้งใจฟังให้ดียังไม่ต้องรีบให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะ ถามคำถามเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจริงๆ บางครั้งคู่สนทนาอาจอยากได้แค่คนรับฟังโดยไม่ต้องการคำแนะนำ ก็เป็นไป

การเป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยเพิ่มเสน่ห์ในการสนทนา ทุกวันนี้คนพูดมีเยอะแล้ว แต่คนฟังซิมีน้อยสังคมจะสดชื่น ครอบครัวจะสุขสันต์ หากเริ่มต้นทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ตั้งแต่วันนี้

 



อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 22-25 ธ.ค.59