/

The Disrupt: การศึกษาและพัฒนาคน ไม่ให้โดนดิสรัปต์

อย่างที่รู้กัน ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ... Disruption เกิดขึ้นในทุกๆ อุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจที่ผมทำอยู่ คือ การศึกษาและพัฒนาคน

ผมก่อตั้ง บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป ร่วมกับเพื่อนๆ และพันธมิตรจากต่างประเทศ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ในช่วงแรกๆ เน้นการซื้อเนื้อหาและหลักสูตรต่างๆ มาจากตะวันตก แล้วนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของคนไทย (Localize)

สมัยก่อนทำงานง่ายมากครับ อยู่เฉยๆ ทำสินค้าและบริการให้ดี ลูกค้าวิ่งมาหาเอง แต่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ละ ... ลูกค้าไม่ได้มองหาสินค้าหรือบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่มีอีกต่อไป สิ่งที่ลูกค้ามองหาคือ คำตอบหรือทางออก (Solution) ที่มาช่วยแก้ปัญหา (Pain Point) ที่เผชิญอยู่

ช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ผม กรรมการบริษัท (Board) และผู้บริหาร ใช้เวลาอย่างมากในการพูดคุยถึงทิศทางใหม่ขององค์กร และได้ข้อสรุปว่าสิ่งที่เรามุ่งมั่นและอยากเห็นมากที่สุด (Passion) คือ การพัฒนาผู้นำคนไทยให้มีทักษะและความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมระดับสากล เพราะเชื่อว่า คนไทยมีลักษณะเฉพาะตัว (Uniqueness) และสามารถประสบความสำเร็จได้ ด้วยแนวทางการเป็นผู้นำแบบไทยๆ ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกฉกเช่นเดียวกันกับที่โลกยอมรับ อาหารไทย นวดไทย และมวยไทย เป็นต้น

สิ่งที่อยู่ในใจของพวกเราเสมอ (Positioning) คือ Leadership - Thailand - The World ซึ่งกลายมาเป็น Motto ของบริษัท (เรามุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นผู้นำแบบไทย ให้คนไทยได้รับการยอมรับระดับโลก)

คำถามต่อไปคือ จะทำอย่างไร ?

คำตอบไม่ยาก ใช้คอนเซ็ปของ Design Thinking มาเป็นแนวทาง เริ่มต้นด้วยการ ทำความเข้าใจจุดเจ็บ (Pain Points) หรือปัญหาของลูกค้าก่อน

จากประสบการณ์ผนวกกับข้อมูลการวิจัย พบว่าผู้นำแบบไทยๆ มีปัญหา 6 ประการ

1. คนไทยไม่ค่อยกล้าพูด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่ต่อสู้หรืออธิบายเพื่อยืนยันความคิดของตนเองอย่างชนิดเอาเป็นเอาตาย (เราขาด Assertiveness)

2. คนไทยสบายๆ ไม่ค่อยมุ่งมั่น ขาดความเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่คนที่กัดไม่ปล่อยกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ พอไม่ได้หรือไปไม่ถึง ก็มักหาคำอธิบายให้ตัวเอง คำว่า “ไม่เป็นไร พยายามใหม่” จึงกลายเป็นคำพูดติดปาก (เราขาด Aggressiveness & Commitment)

3. คนไทยไม่ค่อยเก่งในการสร้างคน หัวหน้างานและผู้บริหารหลายคนเป็นคนเก่ง แต่ไม่สามารถสร้างลูกทีมให้เก่งเหมือนตัวเองได้ การคัดเลือกคนเพื่อมาแทนตนเอง (Successor) มักไม่ได้เลือกจากความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความรู้จักมักจี่และความสนิทสนม ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญด้วย (เราขาด Leader-building Skill)

4. คนไทยไม่ค่อยต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมากนัก อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว อากาศและสภาพแวดล้อมก็ไม่ได้ แตกต่างกันในแต่ละวัน คนไทยไม่เคยต้องเช็คสภาพอากาศก่อนออกจากบ้านเลย เรามีพื้นที่สบาย (Comfort Zone) ของเราเอง คนไทยจึงไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง​ (เราขาด Change Adaptation & Change Leadership)

5. คนไทยชอบอยู่ในสังคมปิด เราไม่ค่อยชอบสุงสิงกับคนอื่นที่เราไม่คุ้นเคย ดูตัวอย่างง่ายๆ เวลาไปสัมมนา เรามักเลือกนั่งกับคนที่คุ้นเคย มาจากบริษัทเดียวกัน หรือรู้จักกันมาก่อน หากไปประชุมต่างประเทศ คนไทยก็จะนั่งกับคนไทยด้วยกัน เราเกาะกลุ่มกันเอง จริงอยู่เราไม่รังเกียจหากต่างชาติจะมานั่งด้วย แต่คนไทยจะไม่เดินผ่านโต๊ะคนไทยด้วยกัน ไปนั่งกับต่างชาติเป็นอันขาด (เราขาด Diversity Appreciation)

6. คนไทยไม่ค่อยมองอะไรไกลๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรม เรามักคิดถึงอนาคตสัก 3 ปี 5 ปี นี่ก็ถือว่าไกลมากแล้ว หากไปถามใครสักคนว่า เป้าหมายในชีวิตอีก 50 ปีจากนี้ไปคืออะไร คงถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ประเทศไทย ไม่เคยมีเป้าหมายระยะยาว แบบ 30 ปี 50 ปี กับเขาเลย (เราขาด Long-range Vision)

เมื่อเข้าใจปัญหา (Empathize) แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องคิดหาทางออก (Ideate) ตามหลักการของ Design Thinking





อภิวุฒิ  พิมลแสงสุริยา
Founding Partner
สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ
คอลัมน์ The Disrupt: การศึกษาและพัฒนาคน ให้ไม่โดนดิสรัปต์
ฉบับวันที่ พฤหัสบดี 25 - เสาร์ 27 เมษายน 2562