uploaded/content/202004/1585895951.8419-jpg

Leading the New Edge : เมื่อ 'ไวรัส' เปลี่ยนโลก 'เรา' ต้องเปลี่ยนตัวเอง

ใครจะคิดว่าโรคปอดอักเสบอู่ฮั่น ที่องค์การอนามัยโลกมองว่าเป็นแค่โรคระบาดตามฤดูกาลเมื่อปลายปีที่ผ่านมาจะกลายเป็นไวรัสเปลี่ยนโลก ยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักแสน ทำให้วิถีชีวิตของคนทั้งโลกเปลี่ยนไปในพริบตา

เอาเฉพาะครึ่งปีแรก ผมมีโปรแกรมเดินทาง 8 ประเทศ ช่วงต้นปีเดินทางไปศรีลังกาแค่ประเทศเดียว ส่วนที่เหลือตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว ทั้งญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม โปรตุเกส รัสเซีย และออสเตรเลีย ยังเหลือแอฟริกาใต้อีก 1 ประเทศ ยังไม่รู้จะออกหัวหรือออกก้อย

ชีวิตที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้าไปยังออฟฟิศ บัดนี้บริษัทประกาศให้ทำงานที่บ้าน แพ็คเกจท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์สำหรับครอบครัวที่ซื้อไว้ในงานไทยเที่ยวไทยเป็นหมันไปเรียบร้อย

ทุกวันนี้การผจญภัยนอกบ้านและนอกประเทศหยุดชะงัก คงไม่ต่างจากคนเกือบทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และชาวบ้านทั่วไป โลกของคนส่วนใหญ่ในวันนี้ เปลี่ยนจากการเดินทางออกนอกบ้าน มาเป็นเดินทางกลับบ้าน บางคนสับสนทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่คุ้นเคยกับการอยู่บ้าน บางคนติดตามสถานการณ์ข่าว 24 ชม. จากทีวีและมือถือ จนอาการหนักกว่าติดไวรัสเสียอีก

เอาล่ะครับ! ในเมื่อโลกเปลี่ยนไป เราก็ต้องเปลี่ยนตาม จะอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องกระโดดออกมาจาก Comfort Zone ลองใช้สูตรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เคยพูดถึงในคอลัมน์ของผมเมื่อสองปีที่แล้วอีกซักครั้ง ผมเรียกสูตรนี้ว่า ABCD Model ครับ

A: ACCEPT REALITY เริ่มต้นด้วยการยอมรับว่าไวรัสโควิด 19 ได้ยกระดับจากโรคระบาดธรรมดากลายเป็นโรคระบาดระดับโลกอย่างเป็นทางการแล้ว ถ้าเราติดตามข่าวจะพบว่า สำนักข่าวต่างประเทศทุกสำนักใช้คำว่า Pandemic แทนคำว่า Epidemic มาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าโรคร้ายนี้เป็นแล้วตายได้ ติดต่อจากคนสู่คน และลุกลามไปทั่วโลก ดังนั้นการอยู่กับโรคระบาดที่ยังไม่มีวัคซีนใด ๆ มาสกัดกั้น คือความจริงที่เราต้องเจอ และเราต้องอยู่บ้าน รวมถึงความจริงอีกข้อหนึ่งก็คือการพัฒนาวัคซีนก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นปี

B: BECOME PROACTIVE เอาล่ะ! ไหน ๆ ก็ต้องอยู่กับวิกฤติไวรัสตัวนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งั้นจงมองหาโอกาสในอุปสรรค ลงมือสะสางภารกิจที่คั่งค้างก่อนหน้านี้ซะ หรือจัดการงานที่ต้องทำในอนาคตให้เสร็จในช่วงนี้เลย สำหรับคนที่ไม่รู้จะทำอะไรจริง ๆ ก็ให้ทำ 5 ส.ที่บ้านของตัวเอง สะสางสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วจัดเก็บให้เป็นระเบียบเพื่อความสะดวกในการหยิบใช้ จากนั้นทำความสะอาด ตรวจสอบและบำรุงรักษาให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และหมั่นทำ 3 ส.แรก คือ สะสาง สะดวก สะอาด อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าทำให้เป็นสุขลักษณะ เป็นมาตรฐานของบ้านเราไปเลย ข้าวของที่เคยเกะกะหายาก ก็จะเข้าที่ หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา และสุดท้ายคือการสร้างนิสัยให้ตนเอง โดยการทำ 5 ส.เป็นประจำโดยไม่ต้องมีใครมาสั่ง แต่ถ้าที่บ้านมีความเป็นระเบียบอยู่แล้ว งั้นช่วงนี้แหละ คือเวลาทองคำในการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ร่วมกับสมาชิกในบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่มีเวลาแม้แต่จะคุยกัน เอาเป็นว่าขอบคุณที่ไวรัสทำให้บ้านเป็นระเบียบขึ้นและทำให้คนในครอบครัวผูกพันกันมากขึ้น

C: CONTROL YOUR EMOTIONS แม้ว่าโควิด 19 จะคร่าชีวิตมนุษย์ไปแล้วเกือบหมื่นคน แต่เราก็ไม่ควรจะตื่นตระหนกจนขาดสติ และไม่ควรหวาดระแวงจนขาดความไว้วางใจต่อคนรอบข้าง สิ่งที่ควรทำคือ ตระหนักว่าเชื้อโรคชนิดนี้เป็นภัยใกล้ตัว และมีโอกาสติดต่อกันได้จากคนสู่คน จึงต้องระมัดระวังเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ดังนั้นจงควบคุมตนภาวะอารมณ์ของตนเองไม่ให้ตระหนกแต่จงตระหนัก และอย่าระแวงแต่จงระวังเพื่อป้องกันอย่างมีสติ

D: DEVELOP YOUR COMPETENCY ในอดีตเราเคยผ่านวิกฤติโรคเมอรส์และโรคซาร์ส ซึ่งเป็นโคโรน่าไวรัสรุ่นพี่ของโควิด 19 มาแล้วในปี 2012 และคงไม่มีใครรับประกันได้ว่าไวรัสรุ่นน้องตัวนี้จะเป็นตัวสุดท้ายของโลก ดังนั้นเราควรพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อรับมือกับเชื้อโรคร้ายทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทักษะพื้นฐานที่เด็กและผู้ใหญ่ต้องมีติดตัวคือ การล้างมือให้ถูกวิธี ล้างให้ปราศจากเชื้อ ไม่ใช่ล้างเพื่อให้รู้สึกว่าล้างแล้ว แต่เชื้อโรคยังคามืออยู่ ทักษะการใส่หน้ากากอนามัย ดูเหมือนง่าย แต่ใส่ผิดด้านกันมาหลายคนแล้ว ปกติด้านสีเข้มผิวมันจะต้องอยู่ด้านนอก เพื่อกันน้ำและสารคัดหลั่งต่างๆ และต้องสวมให้คลุมทั้งปากและจมูก โดยไม่จับด้านนอกของหน้ากาก นอกจากนี้ยังมีทักษะอื่น ๆ ที่ต้องฝึกฝนจนเป็นนิสัยเช่น การป้องกันตนเองเมื่ออยู่ร่วมกับคนหมู่มาก การรักษาความสะอาดและสุขอนามัยในการใช้ชีวิต และรู้จักสังเกตอาการหรือความผิดปกติของตนเอง เป็นต้น ความรู้และทักษะเหล่านี้ ถ้าเราเตรียมพร้อมและฝึกฝนไว้จนเกิดความชำนาญ จะช่วยให้เรารับมือกับโรคร้ายได้อย่างมั่นใจ

แม้โลกยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่สูตร ABCD เพื่อรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อาจช่วยคุณได้ อย่าใช้ชีวิตแบบเดิมในโลกใบใหม่ อย่าล้างมือแบบเดิม อย่ากินข้าวแบบเดิม อย่าทักทายพูดคุยกับแบบเดิม จงอย่ากลัวไวรัสที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก แต่จงกลัวตัวเองที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงใดๆ ถึงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับมือกับโรคที่กำลังจะเปลี่ยนโลกแล้วครับ

 




จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
Slingshot Group
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ออนไลน์ The Bangkok Insight
คอลัมน์ Leading the New Edge : เมื่อ 'ไวรัส' เปลี่ยนโลก 'เรา' ต้องเปลี่ยนตัวเอง
ฉบับวันที่ 26 มีนาคม 2563