uploaded/content/201902/1550201153.3857-jpg

บริหารคน บริหารงาน : เมื่อเธอเปลี่ยนไป

เมื่อตอนเด็กๆ ครูสอนว่าโลกหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์ เด็กตัวกระเปี๊ยกเมื่อได้ฟังเรื่องนี้ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า “โลกหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา แถมยังวนรอบดวงอาทิตย์อีก แต่ทำไมเราไม่รู้สึกว่าโลกหมุนเลยซักนิด 

การเปลี่ยนแปลงบางอย่างค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อยจนเราแทบไม่รู้สึก เราเองก็เคลื่อนไปกับการเคลื่อนของโลกทุกขณะ เป็นการเคลื่อนไปพร้อมกับโลกอย่างช้าๆ จนบางทีก็เผลอลืมไปว่าโลกไม่ได้หมุนอยู่ด้วยซ้ำ

การเปลี่ยนแปลงอยู่คู่กับโลกนี้เป็นธรรมชาติ เมื่อเห็นเป็นธรรมชาติ ใจเราจึงยอมรับได้ เราคงไม่ไปยืนขวางทะเลไม่ให้มีคลื่น ห้ามแดดห้ามลม หรือแม้แต่ไปยืนห้ามใบไม้ไม่ให้ร่วงลงดิน ก็เป็นเพราะใจเรายอมรับในการเปลี่ยนแปลงนั้นว่าเป็นธรรมชาติ แต่หากการเปลี่ยนแปลงมากระทบเราอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ใจเราจะยอมรับได้หรือไม่

ในช่วงปีที่ผ่านมา คุณได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงอะไรกันบ้างคะ

บริษัทเราถูกควบรวมกิจการ จึงต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่แทบทั้งหมด ” “ผมต้องเปลี่ยนมาทำงานบริหารที่ผมไม่ถนัด ” “เดี๋ยวนี้ขายของเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว โลกดิจิตอลมาแรง ต้องคิดใหม่ทำใหม่หมด ” “เด็กๆ สมัยนี้ไม่เหมือนก่อน จะเข้าหาพูดจากับเขาแบบเดิมไม่ได้แล้ว 

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเข้ามากระทบเราแบบไม่ทันตั้งตัวหรือไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เรามักตกอยู่ในภาวะไม่ปรกติ ถอยหลังก็ติด เดินหน้าก็ไปไม่เป็น หากคนเราตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน สมองก็จะสั่งการณ์ให้ทำในสิ่งที่คุ้นชิน เลือกสิ่งใกล้ตัวมาเป็นเครื่องยึดไว้ให้อยู่รอดไปให้ได้ แต่นั่นก็อาจทำให้เราพ้นสถานการณ์ไปชั่วคราว รอดไปวันๆ

บางองค์กรปรับโครงสร้างใหม่ แต่พนักงานยังทำงานตามวัฒนธรรมเดิม ดูภายนอกอาจเห็นว่าองค์กรเปลี่ยนไป แต่ภายในไม่ได้แตกต่างจากเดิม ทำงานใหม่ในแบบเดิม ขายของบนโลกออนไลน์ด้วยสูตรการตลาดเดิม คุยกับเด็กยุคใหม่ด้วยโลกทัศน์เดิม เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงแต่กลับไม่ “เปลี่ยนไป ” ไม่มีผลอะไรที่แตกต่างอะไรจากเดิม

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?

William Bridges ผู้เชี่ยวชาญการจัดการการเปลี่ยนแปลงได้กล่าวว่า สาเหตุหลักสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงไม่บรรลุผล เพราะเรามักเข้าใจผิดว่า การ “เปลี่ยนแปลง ” จะทำให้เรา “เปลี่ยนไป ” ได้เอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราจะเปลี่ยนไปอย่างแท้จริงได้เราจะต้อง “เปลี่ยนผ่าน ” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่างหาก หรือจะกล่าวโดยสรุปคือ “การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนไป ตราบใดที่เขายังไม่เปลี่ยนผ่าน ” นั่นเอง

ดูเหมือนว่า “การเปลี่ยนผ่าน ” จะเป็นปัจจัยสำคัญหากเราต้องการเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง Bridges ได้อธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้สมบูรณ์เมื่อเราผ่าน 3 ด่าน คือ การวางของเก่า ลงมือสรรค์สร้าง และเริ่มต้นใหม่

สังเกตว่า การเริ่มต้นใหม่กลับเป็นด่านสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลง และการวางของเก่ากลับมาเป็นด่านแรกที่เราจะต้องก้าวผ่าน ลองคิดง่ายๆ ดูนะคะว่า หากเราต้องการเติมน้ำใหม่ก็คงต้องเทของเก่าออกก่อน วางสิ่งที่คุ้นชินเดิม วางความคิดแบบเดิมๆ วางทัศนะคติเดิม เพื่อเปิดรับกับประสบการณ์ใหม่ จุดสำคัญคือการรู้ว่าอะไรที่เรากำลังยึดและทำให้ไม่ไปไหน เมื่อรู้ว่ากำลังถืออะไร ถึงจะวางสิ่งนั้นได้ใช่ไหมคะ

ต่อมาเมื่อค่อยๆ วางลงได้ ถึงจะเจอด่านต่อไปคือด่านที่เราก้าวสู่สิ่งที่ไม่คุ้นชิน เป็นด่านที่เต็มไปด้วยความสับสนเมื่อตระหนักว่าสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนเดิม จุดนี้เองเป็นจุดที่ความคิดสร้างสรรค์จะทำงานได้ดีที่สุด เพราะความคิดสร้างสรรค์จะไม่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะเดิม ๆ เป็นช่วงที่เราจะเริ่มก่อร่างสิ่งใหม่ ลองผิดลองถูกจนได้กระบวนการคิดการทำงานที่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

ด่านสุดท้ายของการเปลี่ยนผ่านคือการเริ่มต้นใหม่ซึ่งจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ หลายคนกลัวการเริ่มต้นใหม่ เพราะนั่นหมายถึงการตัดใจบอกลาจากบริบทเก่า ลองเดินแบบใหม่คิดแบบใหม่ ทั้งๆ ที่อาจยังไม่ถนัดไม่ชิน

ในเมื่อโลกเรายังหมุนไป การเปลี่ยนแปลงจึงอยู่คู่กัน หากเราไม่อาจขวางการเปลี่ยนแปลงได้ จึงอาจเป็นประโยชน์ที่จะรู้จักเปลี่ยนผ่านท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงรอบตัว แทนที่จะเริ่มว่าจะเปลี่ยนอะไร วันนี้ลองตรวจสอบดูว่าจะวางอะไร เพื่อที่จะได้มีเนื้อที่ให้สิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ เหมือนใบไม้ที่ร่วงลงเพื่อรอยอดใหม่เข้ามาแทน ทำใจอยู่กับฝนเพื่อรอฟ้าเปลี่ยน และหมุนตามกับโลกที่หมุนไป เปลี่ยนไปกับการเปลี่ยนแปลง
 




เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ
บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน : เมื่อเธอเปลี่ยนไป
ฉบับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562