uploaded/content/201901/1546499699.1687-jpg

บริหารคน บริหารงาน: เมื่อคุณเคลื่อนไหว ทันความเคลื่อนไหว

สิ้นปีแล้ว...หลายคนคงมีความหวังว่าย่างเข้าปีใหม่ชีวิตจะก้าวหน้า มีความสุข ประสบความสำเร็จมากขึ้น และแน่นอนว่าพรวิเศษหรือความหวังจะกลายเป็นจริงไม่ได้เลย หากคุณไม่ได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้วิ่งเข้ามาหาคุณ

ความจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงอยู่คู่กับชีวิตเราเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ลองคิดย้อนดู คุณก็จะพบว่าไม่ทางใดทางหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดจากตัวคุณเอง หรือไม่การเปลี่ยนแปลงก็เข้ามาหาคุณโดยไม่ได้นัดหมาย เหมือนเช่นที่เทคโนโลยีมีผลให้วิถีชีวิตเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ที่แน่ ๆ ชีวิตของคุณไม่เหมือนกับเมื่อต้นปี บางแง่บางมุมในตัวคุณได้เปลี่ยนไปจริงหรือไม่

หันไปทางใดการเปลี่ยนแปลงดูเหมือนจะเป็นธรรมชาติของชีวิต แต่เชื่อหรือไม่ว่า 62% ของคนมีแนวโน้มจะกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเขาจะผ่านปีใหม่ฟ้าใหม่ไปกี่ครั้ง คนจำนวนไม่น้อยไม่อาจปรับใจได้เมื่อต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เดินเข้ามาในชีวิต

ปีหน้าองค์กรของเราจะเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร ” พนักงานจำนวนหนึ่งอาจรู้สึกตื่นเต้นลิงโล้ด แต่อีกฝั่งหนึ่งอาจเริ่มรู้สึกกลัวและ หวาดระแวงขึ้นมาในบัดดล

เหตุใดการเปลี่ยนแปลงเดียวกันทำให้คนรู้สึกแตกต่างกันคนละขั้ว ในเมื่อเราทุกคนต้องการได้รับพรวิเศษที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตเราให้มีความสุขมากขึ้น แต่เหตุใดเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นเข้ามามีผลในชีวิต บางคนกลับมองเป็นพร บางคนกลับมองเป็นโทษ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ลองย่างก้าวเพื่อประสบกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเลย

บางคนมีโลกทัศน์ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งดี ได้ยืดเหยียดตัวเอง ลองสิ่งใหม่ๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เขาจะบอกกับตัวเองว่า สิ่งดีๆกำลังจะเกิดขึ้น เสียงที่บอกกับตัวเองในทางบวกก็จะส่งให้เกิดอารมณ์และปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบข้างที่เป็นบวก ทำให้เห็นผลปลายทางในทางบวกตามมา

ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่ค่อยชอบออกจากความคุ้นชินเดิม ๆ เพราะอาจมีประสบการณ์ต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตในแง่ลบ คนเหล่านี้มักตีค่าการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ เช่น เขาอาจบอกตัวเองว่า “เจ้านายใหม่! โครงสร้างใหม่! ชีวิตฉันพังแน่ ๆ ” จากการตีความเช่นนี้ ยิ่งทำให้หดหู่ โกรธ กลัว ไม่ทันได้เริ่มงานก็อยากขอลาไปหางานใหม่ดีกว่า

ดิฉันอธิบายกระบวนการคิดเป็นตัวอย่างให้เข้าใจง่าย เพื่อที่คุณจะได้เห็นโลกภายในของคนสองประเภท ว่าเขาเหล่านั้นตอบสนองต่อเหตุการณ์เดียวกันอย่างไร

เป็นไปได้ไหมว่า ในชีวิตหนึ่งเราอาจต้องเจอการเปลี่ยนแปลงที่เราไม่ชอบ กลัว เป็นไปได้ไหมคะว่ามีบางครั้งเราก็รู้สึกตกเป็นเหยื่อของการเปลี่ยนแปลงแบบขยับไปไหนไม่รอด ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณจะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร ดิฉันขอฝากเคล็ดง่ายๆที่คุณจะพกไปใช้ในปีที่จะถึงนี้

ประการแรก ถามตัวเองว่าข้อเท็จจริงว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทิศทางที่แย่ลง จริงหรือไม่

หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงในตัวมันเองไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกท่วมท้น รับมือกับมันไม่ได้ แต่เป็น “การตีความ ”ของคุณต่างหากที่ทำให้คุณรู้สึกต่อสถานการณ์นั้นในทางลบ เมื่อคุณเริ่มย้อนถามตัวเอง และแยก “การตีความ ” กับ “ความจริง ” คุณก็จะเห็นภาพชัดขึ้น มากกว่าจมไปในความคิดของตัวเอง

อันดับสอง ขยายมุมมองของตัวเองให้สามารถมองเหตุการณ์หนึ่ง แล้วพิจารณาอย่างรอบด้าน เช่น ลองจำลองตัวเองเข้าไปเป็นคนที่รู้สึกดีกับการเปลี่ยนแปลง เช่น มีคนที่ยินดีที่องค์กรเปลี่ยนโครงสร้าง ตื่นเต้นที่จะได้เจ้านายใหม่ คุณลองพิจารณาดูว่า อะไรที่ทำให้เขามีความสุข เขาคิดอย่างไรจึงคิดบวกได้

เชื่อหรือไม่ว่า เมื่อคุณพยายามเข้าใจว่าคนอื่นคิดบวกได้อย่างไร คุณจะติดการคิดบวกจากเขา จนกระทั่งไป ๆ มา ๆ เมื่อคุณเริ่มฝึกมองผ่านมุมคนอื่น คุณเองก็จะกลายเป็นคนคิดบวกได้เช่นกัน

ท้ายสุดแล้วให้จำไว้เสมอว่า เมื่อคุณเริ่มมีความรู้สึกในแง่ลบกับเหตุการณ์ใด แค่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเกิดจากความคิด หรือการตีความ ล้วน ๆ หายังใช่ความจริงไม่ ลองถอยออกมามอง เคลื่อนใจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เหมือนคุณได้เคลื่อนไหวทันความเคลื่อนไหว เพื่อที่คุณจะได้มี “ใจใส ” ไม่เคลื่อนไหวไปกับการตีความที่ห่างจากความจริง

เคลื่อนไหว ให้ทันความเคลื่อนไหว คุณก็จะไม่เคลื่อนไหว ” นั่นเอง !

 




เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
ผู้อำนวยการฝ่ายการโค้ช
สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน: เมื่อคุณเคลื่อนไหว ทันความเคลื่อนไหว
ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม 2561