uploaded/content/201812/1545102397.8786-jpg

บริหารคน บริหารงาน : เจ็บแล้วจำ

เปล่านะคะ ดิฉันไม่ได้จะให้คุณไปอาฆาตรใครหรอกค่ะ แต่บางทีความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้ใช่ไหมคะ ยามที่มีคนมาวิจารณ์ ต่อว่า หรือตัดสินเราโดยที่ใจลึก ๆ เราไม่ยอมรับมัน มนุษย์ปุถุชนก็ย่อมเจ็บเป็นธรรมดา

บางคนอยู่ในองค์กรเดียวกันมานานเป็นสิบปี กลับไม่มีโอกาสได้บอกกล่าวกันและกันว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ปล่อยให้แต่ละเหตุการณ์ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่มีการกระทบกระทั่งกัน แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะไม่กล้าหรือเลี่ยงที่จะบอกในสิ่งที่คั่งข้างอยู่ในใจ กลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ

แต่ก็มีบางองค์กรที่เปิดเผยตรงไปตรงมา มีอะไรก็บอกกันแบบตรงเผ็งปลิดขั้วหัวใจไปเลย เพราะคิดว่าหากไม่พูดอะไรก็จะค้างคา อยากจะเปลี่ยนก็ต้องบอกให้ปรับกันไป เรียกได้ว่าไม่เลี่ยงก็ลุยให้จบกันไปข้าง

การให้ฟีตแบคทั้งสองแบบนี้ไม่ว่าจะเลี่ยงหรือจะลุยก็สุ่มเสี่ยงจะเกิดโทษมากกว่าคุณ

ในเมื่อคนเราอยู่ร่วมกันล้วนแตกต่างหลากหลาย จะทำอย่างไรให้สามารถเกื้อกูลกันได้แทนที่จะก้าวก่ายกันจนเกินงาม

ในฉบับก่อนๆ ดิฉันเคยได้แชร์วิธีการให้ฟีดแบคไปแล้วคราวนี้จึงอยากให้วิธีการรับฟีตแบคบ้าง ดิฉันเลยคิดทฤษฎีเจ็บแล้วจำขึ้นมา เพื่อฝึกรับคำวิจารณ์ โดยมีหลักการง่ายๆ คือ

ประการแรก ฝึกให้รู้ตัวก่อนว่าเจ็บ ใช่ค่ะ ง่ายๆ แค่นี้ แค่รู้ตัวก่อนว่าเอ๊ะเราเจ็บนะ ไม่ต้องไปกลบเกลื่อนว่าโอ๊ยเรารับได้ปลงได้ ทั้งๆ ที่ใจลึกๆ มันเจ็บ อาการรู้ตัวว่าเจ็บนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความตระหนักรู้เบื้องต้น (awareness) ที่ทำให้คนเรายอมหันกลับมาสำรวจตนเอง

คนที่ไม่รู้ตัวว่าเจ็บก็เปรียบเหมือนโดนมีดมาทิ่มตัวแต่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ปล่อยให้เลือดไหลออกไปเรื่อยๆ ร่างกายของคนเราไม่เคยโกหก แต่ใจมักเล่นกลหลอกตัวเองเสมอ หากกลบความรู้สึกไว้มากๆเข้า ก็เหมือนกับตั้งระเบิดเวลารอปะทุเมื่อใดก็ไม่มีใครทราบได้ คุณคงไม่อยากเป็นเช่นนั้นใช่ไหมคะ ดังนั้นประการแรกคือฝึกรู้ตัวและยอมรับก่อนว่า โอ๊ย! เจ็บ!

ต่อมาสำรวจดูว่า เอ๊ะ! เจ็บตรงไหนหนอ เช่น หากคุณได้รับฟีดแบคว่าคุณไม่กล้าตัดสินใจโลเลทำให้งานเสียหาย สมมุติว่าเมื่อคุณได้ยินเช่นนี้ คุณรู้สึกตัวได้ว่าคุณเริ่มหน้าชา ในใจปั่นป่วนอยากสวนกลับว่าไม่จริ๊งไม่จริงใจ ที่ตัดสินใจช้าเพราะอยากจะรอบคอบ มีข้อมูลเพียงพอ คุณเองก็ไม่อยากให้งานเสียหายเช่นกัน

ลองทบทวนดูนะคะว่าคุณเจ็บตรงไหน คุณอาจพบว่า ความจริงคุณก็อยากให้งานสำเร็จลุล่วงไม่ต่างจากคนที่กำลังกล่าวหาคุณ เพียงแต่คุณให้ความสำคัญกับความละเอียดถี่ถ้วนจึงชลอการตัดสินใจ คุณกำลังเจ็บตรงสิ่งที่คุณให้ความสำคัญกลับถูกมองเป็นอื่น และคนเราก็มักจะเจ็บจี๊ดตรงจุดที่เราให้ความสำคัญนี่แหละค่ะ

ดังนั้น การสำรวจว่าเจ็บตรงไหนทำให้เราค้นพบว่า เราให้ความสำคัญกับอะไร เช่น ให้ความสำคัญกับความรอบคอบ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ให้ความสำคัญกับการได้รับการยอมรับนับถือ เป็นต้น

เมื่อรู้ว่าเจ็บตรงไหนแล้ว ก็ให้จำค่ะ จำในที่นี้หมายถึง การกลับมาเข้าใจตัวเองว่า เรามีจุดเปราะบางตรงไหน (ก็ตรงส่วนที่เราให้ความสำคัญนั่นแหละค่ะ)

บางครั้งคุณถูกวิจารณ์ว่าคุณเป็นคนเก่งงาน ไม่เก่งคน และคุณเองก็ให้ความสำคัญกับความสำเร็จของงานมากกว่ารักษาความสัมพันธ์กับคน คุณก็ไม่ได้รู้สึกสะเทือนอะไร เพราะเรื่องคนนั้นคุณไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับงาน แต่ในทางกลับกันหากคุณเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคน คุณก็อาจรู้สึกสะเทือนได้ง่ายกว่า

การที่คุณจำได้ว่าคุณเจ็บเพราะคุณให้ความสำคัญกับอะไร จะยิ่งช่วยทำให้คุณเพิ่มระดับความตระหนักรู้ ไปอีกขั้น

เมื่อรู้ตัวว่าโอ๊ย! เจ็บ - เอ๊ะ! เจ็บตรงไหน - อ๋อ! จำได้ว่าเพราะอะไร จะทำให้คุณมีกระชอนร่อนหนามจากคำวิจารณ์ให้เหลือแต่แกน ว่าที่คุณเจ็บนั้นไม่ได้เกิดจากคำวิจารณ์ของเขา แต่เป็นผลจากสิ่งที่คุณให้ความสำคัญไม่ได้ถูกเห็นค่า

เมื่อคุณเจ็บแล้วจำเป็นแล้ว คุณก็จะสามารถใช้ความตระหนักรู้ในตัวเองเป็นจุดตั้งต้นในการสื่อสารเพื่อเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน เจ็บแล้วจำย่ำก้าวเดินย่อมดีกว่า เจ็บแล้วซ้ำย้ำที่เดิมใช่ไหมคะ

 




เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
ผู้อำนวยการฝ่ายการโค้ช
สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน : เจ็บแล้วจำ
ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2561