/

บริหารคน บริหารงาน : อื่นอีกไหม....รหัสลับล้วงสมอง

นิ๊งหน่อง....ขนมจีบ ซาลาเปา ไส้กรอก เพิ่มไหมคะ ” คุณคงคุ้นเคยดีกับประโยคคำถามนี้ แคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อถูกฝึกให้ถามเช่นนี้จนคุ้นชิน บางทีวางแผนไปซื้อน้ำแค่ขวดเดียว เดินออกมากลับมีซาลาเปามาติดมือมาด้วยซะงั้น !

อื่นอีกไหม ” คำถามที่แสนธรรมดา กลับเหมือนมีมนต์สะกดที่สามารถยืดขยายความคิดเราออกจากกรอบเดิม และถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาด ที่สำคัญในการเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิม

เชื่อหรือไม่ว่า “อื่นอีกไหม ” เพียงแค่ 3 คำง่าย ๆ นอกจากเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ยังสามารถนำมาใช้ในการดึงศักยภาพบุคคลได้อย่างแยบยล และมีประสิทธิภาพอย่างน่าประหลาดใจ

ในยุคที่ความรู้หาได้ง่ายพอกับร้านสะดวกซื้อ ข้อมูลภายนอกไม่ใช่จุดแข็งอีกต่อไป จุดแข่งขันของคนยุค 4.0 คือ การรู้จักประยุกต์ข้อมูลที่สั่งสมในตัวออกมาใช้ เน้นการสร้างสรรค์นอกกรอบคิดเดิม ทีมต้องปรับตัวได้ไว การจะรอพึ่งความคิดจากจ่าฝูงเพียงลำพังคงไม่ทันการ และผู้นำอาจไม่ใช่ผู้ที่รู้ดีที่สุดอีกต่อไป

ดังนั้น การดึงศักยภาพภายในตัวบุคคล จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู หรือพ่อแม่ต่างหวังในสิ่งเดียวกันว่า คงจะดีไม่น้อย หากลูกทีมสามารถก้าวมาถึงจุดที่นำตัวเองได้ 

แต่จะทำได้อย่างไร หากผู้นำยังถือตนเองเป็นแหล่งของความรู้ความถูกต้อง เมื่อทีมติดปัญหาก็เวียนมารอคำตอบที่จ่าฝูง เมื่อรับคำตอบมาง่าย ก็ติดกับดักความสบายกลายเป็นวงจรพึ่งพิงไม่รู้จบ หรือบางทีลูกทีมยังไม่ทันอ้าปากนำเสนอก็ถูกตัดความรวบรัดไปเสียแล้ว ทำให้ไม่อยากนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ เป็นเหตุให้ลดทอนการมีส่วนร่วมและปิดประตูของความคิดสร้างสรรค์

หากได้ลองสัมภาษณ์ผู้นำ จะพบว่า เจตนาของผู้นำคือ “อยากช่วย ” จึงคุ้นชินกับการให้คำปรึกษา ชี้ทางออก นำเสนอความคิด เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ได้เร็วที่สุด แต่กลับลืมไปว่า คำว่า “เร็ว ” ต่างจากคำว่า “ประสิทธิภาพ ” อย่างสิ้นเชิง

ได้คำตอบเร็วในวันนี้ อาจนำความช้าในวันหน้า เพราะต้อง “รอคำตอบ ” ในอนาคตอยู่ร่ำไป เช่นเดียวกัน ได้คำตอบเร็วในวันนี้ อาจปิดกั้น คำตอบที่รอการรับฟัง ” ลดมุมมองสร้างสรรค์ที่อาจตอบโจทย์ได้ลงตัวกว่า

อื่นอีกไหม ” คาถาง่าย ๆ นี้อาจเป็นหนึ่งในหนทางที่ดิฉันขอนำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณานำไปปรับใช้ดู เพื่อดึงความรู้อันเป็นทรัพยากร ภายในออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วิธีการ คือ การถามคำถาม “อื่นอีกไหม ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความคิดที่ซ่อนอยู่ได้แสดงตัวออกมา เช่น เมื่อมีคนเดินมาขอคำปรึกษา แทนที่คุณจะด่วนเสนอคำตอบของคุณ คุณสามารถเปิดคำถามได้ก่อนว่า “คุณมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร ” เพื่อสะท้อนมุมมองของเจ้าของปัญหา จากนั้นแทนที่คุณจะให้คำตอบ คุณอาจถามว่า “มีมุมมองอื่นได้อีกไหม” หรือ หากเขามีคำตอบอยู่แล้ว คุณก็สามารถยืดขยายความคิดได้ว่า “มีทางเลือกอื่นอีกไหม ” ลองถามในหลายแง่มุม เช่น “นอกจากนี้ มีวิธีการอื่นอีกไหม ” “มีใครอื่นอีกไหม ” ลองตะล่อมถามดูซัก 2-3 รอบ และสังเกตทีท่าคู่สนทนา และที่สำคัญยิ่งคือ “อดทนรอในความเงียบ” เมื่อได้คำตอบจนคู่สนทนาบอกว่าคิดไม่ออกแล้ว แสดงว่าคุณอาจได้ช่วยเขารีดทรัพยากรความคิดที่มีอยู่ในคลังจนหมดแล้ว จึงให้เขาทบทวนว่าทางเลือกไหนที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด

ท้ายสุดแล้ว แม้ว่าคำตอบที่ได้จะตรงกับคำตอบในใจของคุณอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ทำให้คู่สนทนารู้สึกภูมิใจว่าเขาคิดได้เอง ทั้งยังเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของความคิดนั้น ผลพลอยได้คือ ความรับผิดชอบในการนำความคิดของเขาเองไปลองลงมือทำ ลดอาการต่อต้านได้อย่างแยบยล

เคล็ดลับคือ การปรับใจตนเองให้มีความสงสัยใคร่รู้ในความคิดของคนอื่นอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ถามเพื่อเค้นหาคำตอบ ดังนั้น จึงอาศัยการฟังอย่างลึกซึ้ง และการเคารพในศักยภาพของผู้อื่น เพราะเรามักมีแนวโน้มอยากกระโจนไปช่วย ในอีกแง่ คำถาม “อื่นอีกไหม ” เป็นเหมือนระฆังปลุกความตระหนักรู้ในตนเอง ให้ชลอเพื่อย่างก้าวที่เฉียบคม ปลดพันธนาการจากร่องคิดเดิม เป็นการปลุกภาวะผู้นำทั้งตนเองและผู้อื่นในขณะเดียวกัน

เมื่ออ่านจบจนถึงบรรทัดนี้ ลองฝึกใช้กลยุทธ์ “อื่นอีกไหม ” กันดูไหมคะ เริ่มได้จากคนใกล้ตัวที่เข้ามาขอคำปรึกษาเราหรือติดขัดหาทางออกไม่ได้ วิธีการเช็คง่าย ๆ ว่าได้ผลหรือไม่ คือ เมื่อจบบทสนทนาแล้ว หากคุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้ช่วยอะไร แต่เขาบอกว่าขอบคุณที่คุณช่วย คุณก็มาถูกทางแล้ว!

 




เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
ผู้อำนวยการฝ่ายการโค้ช
สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน : อื่นอีกไหม....รหัสลับล้วงสมอง
ฉบับวันที่ 4 พฤศจิกายน 2561