uploaded/content/201810/1539057963.9423-jpg

บริหารคน บริหารงาน : สร้างสุขก่อนสร้างสรรค์ (1)

คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่ายิ่งเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเท่าใดคำว่า “ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 

ดูเหมือนจะเป็นของหายากและเป็นสิ่งขาดแคลนมากขึ้นทุกทีตามอายุที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี การถูกบอกให้คิดสิ่งใหม่หรือสร้างอะไรที่แตกต่างจากที่เคยทำและเคยชิน ดูเป็นความท้าทายและสร้างความกดดันมหาศาลให้กับผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่น้อย เหมือนกับว่าเส้นทางที่เราก้าวเดินมาเราได้ทำจินตนาการและความฝันหลายๆ อย่างหล่นหายไปตามทางเดินอันแสนยาวไกลนี้อย่างไม่รู้ตัว อะไรทำให้เราหลงลืมของสำคัญขนาดนี้ไปได้ มีอะไรที่สำคัญกว่าอย่างนั้นหรือ

เมื่อตอนเป็นเด็กเรามักขีดเขียนและระบายสีภาพวาดตามจินตนาการที่เรามีอย่างง่ายดาย เราคิดค้นและประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุรอบ ๆ ตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้หรือทักษะขั้นสูง เราร้องเพลงและกระโดดโลดเต้นด้วยความสนุกสนานโดยไม่ได้สนใจว่าจะร้องผิดหรือถูก ไม่คำนึงว่าท่าทางที่แสดงออกมาจะเป็นอย่างไร เรามีอิสระเสรีที่จะคิด ฝันและจินตนาการได้อย่างไร้ขอบเขต เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงเวลาเหล่านั้นคือช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง ช่วงเวลาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอันบริสุทธิ์ อะไรที่ทำให้ความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่มีระดับของความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันมากมายขนาดนี้ หรือเพราะความเป็นเด็กในวันนั้นเรายังไม่เคยรู้จักคำว่า “เป็นไปไม่ได้ ” หรือ “ข้อจำกัด ” เหมือนกับการเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ หรือเพราะนอกจากความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่เราได้ทำหายไป เรายังทำบางสิ่งบางอย่างในชีวิตหายไปด้วย และถ้าสิ่งนั้นคือ “ความสุข ” ของเราล่ะ เรารู้ตัวกันหรือยังว่าเขาหายไปตอนไหน และจะตามหาเขาเจอได้อย่างไร

จากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ระดับความคิดสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ เมื่อไรก็ตามที่คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดบวกและมีพลังงานบวกอย่างเต็มที่ เมื่อนั้นย่อมเกิดผลดีทั้งต่อสภาพร่างกายและจิตใจของคุณ ช่วยให้คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลรอบข้าง ช่วยให้คุณตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือมันส่งผลโดยตรงต่อความคิดสร้างสรรค์ในสมองของคุณเอง “ความสุข ” คือสภาวะอารมณ์ที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์จนสามารถสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วัยเด็กของทุกคนจะเต็มไปด้วยจินตนาการและความคิดสร้าง สรรค์ที่มากมายนัก เมื่อในวัยนั้นเป็นวัยที่มีความสุขได้ง่ายดาย และโลกของเด็กช่างเต็มไปด้วยเรื่องที่สนุกและน่าค้นหาไปเสียทุกอย่าง ซึ่งแตกต่างจากโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยบทบาทหน้าที่ ตรรกะและเหตุผลที่ขัดแย้งกับสภาวะอารมณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสุขจึงค่อยๆ หลบลี้หนีหน้าไปพร้อม ๆ กับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการและความฝัน

 

ในหลายๆ องค์กรอยากให้พนักงานของตนใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้โลกได้ชื่นชมยินดี และก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในแวดวงธุรกิจ บางแห่งกำหนดเป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ บ้างก็กำหนดเป็น KPIs (Key Performance Indicators) หรือตัวชี้วัดความสำเร็จของการปฏิบัติงานทั้งในระดับองค์กร ระดับหน่วยงาน หรือเข้มข้นถึงระดับบุคคลกันเลยก็มี หลายองค์กรกำหนดให้คำว่า “Innovation” หรือ “นวัตกรรม ” เป็นค่านิยมหลักเพื่อให้พนักงานยึดถือและปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ผลักดันให้คนคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่เพื่อสร้างการเติบโตที่แตกต่าง ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันและสนับสนุนให้คนในองค์กรสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ กลับกลายเป็นแรงกดดันที่หลายต่อหลายครั้งได้ทำลายปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างให้ความคิดสร้างสรรค์ผลิดอกออกผลไปอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อทุกคนเคร่งเครียดและเร่งเร้าที่จะใช้ความคิดและจินตนาการทำงานมากขึ้นเท่าไร ความสุขก็เหมือนจะค่อยๆ จางหายไปมากขึ้นเท่านั้น

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก ได้กล่าวไว้ว่า “Creativity is intelligence having fun. ” ความคิดสร้างสรรค์ คือ การใช้สติปัญญาอย่างสนุกสนาน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเมื่อไรก็ตามที่คุณเรียกร้องหาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ไม่ว่าอยากให้มันเกิดขึ้นกับตัวคุณเองหรือสนับสนุนให้เกิดขึ้นกับคนในองค์กรของคุณก็ตาม คุณควรตรวจสอบระดับความสุขของตนเอง หรือคนในองค์กรก่อนว่าอยู่ในระดับใด มากเพียงพอที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดได้หรือไม่ ถ้าพบว่าตัวคุณเองยังไม่มีความสุขและความสนุกอยู่เลย แนะนำว่าไปทำตัวเองให้สุขและสนุกซะ แล้วจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่คุณเรียกร้องตามหาจะเดินกลับมาหาคุณเองแบบที่ไม่ต้องออกแรงไล่ล่าบีบเค้นกันเหมือนเช่นที่ผ่านๆ มา แต่ถ้านึกไม่ออกว่าอะไรกันนะที่ทำให้เรามีความสุขและสนุกสุดเหวี่ยงได้แล้วล่ะก็ ขอแนะนำว่าลองลิสต์รายการความบันเทิงที่ผ่านมาในชีวิตคุณออกมาดู และเลือกเลยว่าอยากสร้างสุขและสนุกด้วยวิธีไหน แต่ถ้ายังไม่แปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจพอจะลองไปถามเพื่อน หรือเสิร์ชหาในกูเกิ้ลดูก็อาจจะช่วยให้คุณเจอความบันเทิงที่ตามหาอยู่ก็ได้ แล้วคุณจะพบว่าการสร้างสุขไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือไม่ได้สร้างต่างหากล่ะ

พนักงานในองค์กรก็เช่นกันการสร้างความสุขให้พวกเขาอาจหมายรวมถึงการตามหาจิน ตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่หายไปกลับคืนมา การมีบรรยากาศการทำงานที่ดี การมีเพื่อนร่วมงานที่เอื้ออารีและมีน้ำใจ การมีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมต่อการคิดและริเริ่มสิ่งใหม่ๆ การมีหัวหน้างานที่เข้าใจและพร้อมให้การสนับสนุน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่สามารถนำความสุขกลับมาสู่พนักงานได้อีกครั้ง แต่ถ้าจะให้ดีลองมองหาสิ่งที่ขาดหาย คุณอาจมองเห็นสิ่งที่จะเติมเต็มความสุขเหล่านั้นอย่างชัดเจนและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

จากการศึกษาข้อมูลและงานวิจัยมากมายของ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป พบว่า หนึ่งในหกทักษะของผู้นำแห่งโลกอนาคต คือ Creative Conception หรือ การมีความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตของมนุษย์ ที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมและใช้จินตนาการพัฒนาแนวทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สร้างสรรค์และไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบได้โดยหุ่นยนต์แบบใดในโลกเพราะความคิดสร้างสรรค์คือคุณลักษณะพื้นฐานของความสามารถโดยธรรมชาติมนุษย์นั่นเอง

อย่าปล่อยให้ความสามารถและพรสวรรค์อันแสนวิเศษนี้หายไปจากตัวคุณ สร้างสุข และค่อยสนุกกับความคิดสร้างสรรค์ก็นับว่าเป็นไอเดียที่ดีคุณว่าไหม

 




สุพรรณี ไกรมะเริง
หัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านการโค้ช
บริษัท สลิงชอท คอนซัลทิง จำกัด
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน : สร้างสุขก่อนสร้างสรรค์ (1)
ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2561