uploaded/content/201809/1536893115.6108-jpg

บริหารคน บริหารงาน : ประตูที่หายไป (1)

ประตูที่หายไป (1)

ก๊อก ก๊อก ก๊อก
หัวหน้าคะ ขออนุญาติเข้าห้องได้ไหมคะ
เชิญครับ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดิฉันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการจัดพื้นที่ในการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย

เสียงเคาะประตูเข้าห้องหัวหน้าเริ่มหายไป ฉากกั้นคนทำงาน เปลี่ยนเป็นออฟฟิศแบบเปิดโล่ง (open-space office) ที่คนทำงานได้เห็นหน้าเห็นตากันง่ายขึ้น เข้าถึงกันสะดวกขึ้น ไม่ต้องเคาะประตูเหมือนสมัยก่อน

นอกจากนี้ยังเห็นการผุดขึ้นของธุรกิจ co-working space หรือออฟฟิศที่เปิดให้คนทำงานอิสระ ได้มาใช้พื้นที่ร่วมกัน โดยไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง มีโต๊ะทำงานเรียงให้เลือกนั่งได้ตามสบาย ในพื้นที่ที่เปิดเห็นกัน

กระแสการจัดพื้นที่ทำงานแบบเปิดนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นที่นิยมมามากกว่า 10 ปีแล้ว โดยเฉพาะบริษัทดิจิตอลและคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ใน Silicon Valley ตั้งแต่ ไมโครซอฟ กูเกิ้ล เฟสบุ๊ค หรือแม้แต่บริษัทซัมซุง ที่มีเคยวัฒนธรรมการทำงานแบบรวมศูนย์ ยังต้องปรับตัว และสังคยนาตกแต่งสำนักงานใหญ่ที่อเมริกาใหม่หมด เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการทำงานในองค์กร

เหตุใดบริษัทจึงต้องใส่ใจลงทุนกับตึกอาคารทั้งๆที่เป็นค่าใช่จ่ายมหาศาล

แน่นอนว่าองค์กรคงต้องเห็นประโยชน์ของการลดลำดับชั้น การมีปฏิสัมพันธ์กัน สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์

แต่จะทราบได้อย่างไรว่าความเชื่อนี้ไม่ได้เป็นแค่แฟชั่นที่ทำตามกันเพราะเห็นคนอื่นทำแล้วดี

Ben Waber และ Jennifer Magnolfi จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดได้ศึกษา และติดตามประสิทธิผลจากการจัดพื้นที่สำนักงานพบว่า เมื่อคำนวณความคุ้มค่าต่อการใช้งานของพื้นที่แล้ว การปรับพื้นที่แบบเปิดโล่งนั้น จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่มากสุดเพียง 42% เท่านั้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง การปรับพื้นที่ให้คนมีปฏิสัมพันธ์กัน และสามารถส่งผลโดยตรงต่อยอดขายขององค์กรอย่างมีนัยยะสำคัญ

นักวิจัยได้ลงพื้นที่วิจัยกับบริษัทยาแห่งหนึ่ง และติดเครื่องมือวัดจำนวนการพบปะกันกับผู้บริหาร 50 คนและพนักงานที่รับผิดชอบยอดขายรวมกันถึง1,000 ล้านดอลล่าร์ โดยมีเป้าหมายคือการเข้าใจพฤติกรรมของคนทำงานที่จะส่งผลต่อการเพิ่ม ยอดขาย ผลปรากฏว่า เมื่อผู้บริหารและทีมขายเพิ่มจำนวนการพบปะกันกับแผนกอื่นมากขึ้น 10% ยอดขายก็เพิ่มขึ้น 10% ตามกัน

ผู้บริหารจึงตัดสินใจอยากสร้างพื้นที่ให้ผู้บริหารและพนักงานขายได้มีปฏิสั มพันธ์กับเพื่อนร่วมงานต่างแผนกมากขึ้น แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อแต่ละแผนกต่างทำงานแยกส่วนกัน

ขณะนั้นบริษัทแห่งนี้มีเครื่องชงกาแฟในทุกชั้น เพื่อเสริฟพนักงงานได้เครื่องละ 6 คน ต่างแผนกก็มีเครื่องชงกาแฟเป็นของตนเอง

ผู้บริหารเห็นดังนั้น จึงตัดสินใจลงทุนกว่า 100,000 ดอลล่าร์เพื่อเปลี่ยน “เครื่องชงกาแฟ ” เป็น “สถานีชงกาแฟ  ที่สามารถเสริฟพนักงานในที่เดียวได้ถึง 120 คน และปรับปรุงโรงอาหารให้จุพนักงานได้ทั้งหมด

ผลก็คือยอดขายสูงขึ้นทันที 20% ในไตรมาศหลังจากนั้น นั่นก็คือเม็ดเงิน 200 ล้านดอลล่าร์ที่เพิ่มขึ้น เมื่อเห็นผลเช่นนี้คงไม่ต้องตอบเรื่องความคุ้มทุนของการจัดพื้นที่การทำงาน อีกต่อไป

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆไม่อาจมีสูตรสำเร็จที่คัดลอกกันได้ และการเปลี่ยนแปลงภายนอกเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่อาจส่งผลโดยตรง ต่อความสำเร็จขององค์กรได้ทั้งหมด

หากจะมาลองพิจารณาแล้ว การเปลี่ยนปัจจัยภายนอกนั้นสะท้อนถึงการเปลี่ยน “มุมมองภายใน ” คือการหันกลับมาปรับเลนส์มองสิ่งคุ้นชิน ในสายตาใหม่อีกครั้ง

 




เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
ผู้อำนวยการฝ่ายการโค้ช
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน : ประตูที่หายไป (1)
ฉบับวันที่ 9 กันยายน 2561