uploaded/content/201904/1554179723.3795-jpg

บริหารคน บริหารงาน : ฉันมีข่าวร้ายมาบอก

คงไม่มีใครในโลกนี้ชอบข่าวร้าย ไม่ว่าจะเป็นเหตุใดก็ตาม “ผมคงต้องให้คุณออกจากงาน ฉันหมดรักคุณแล้ว คุณเป็นจุดอ่อนขององค์กร เราจำเป็นต้องเลิกสัญญากับคุณ หรือ เราคงต้องปิดบริษัทลง... 

แค่รับฟังข่าวร้ายก็ว่ายากแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นคนต้องแจ้งข่าวร้าย คุณจะทำอย่างไรให้ข้าวร้ายไม่ทำลายจิตใจใครพัง ให้เขาสามารถรับความจริงที่ยากจะกลืนไปได้ ให้คุณและเขายังมองหน้ากันติดแต่ไม่มีอะไรติดใจค้างคากัน

สิ่งที่สำคัญประการแรกที่หลายคนมักละเลยไปคือ การนัดพูดคุยกันแบบเจอตัว ยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้ว เรามักใช้สื่อโซเชียลในการส่งข้อความหากัน แต่ลืมไปว่าข่าวร้ายนั้นง่ายต่อการตีความไปหลายร้อยตลบ การได้เจอกันทำให้คู่สนทนาได้มองเห็นสีหน้าแววตาท่าทางที่สำคัญมากกว่าเนื้อความเสียอีก นอกจากนี้ หากมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น คุณก็สามารถอธิบายกลับได้ทันที ปิดช่องไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดคิดไปเอง

ประการต่อมาคือการหาสถานที่ จังหวะ และเวลาในการพูดคุยอย่างเหมาะสม ลองคิดดูนะคะว่าคงเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าได้รับข่าวร้ายในวันปีใหม่ เพราะทุกปีใหม่ที่ทุกคนเฝ้ารอสังสรรค์กัน ก็จะทำให้เรานึกถึงข่าวร้าย ๆ ที่นั้นทุกปีไป ดังนั้นการเลือกจังหวะและเวลาที่พอเหมาะจะเป็นตัวช่วยให้รับข่าวร้ายได้ง่ายขึ้น

สถานที่ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ หากเป็นไปได้ก็ควรเป็นที่ส่วนตัวทำให้รู้สึกสะดวกใจที่จะแสดงอากัปกิริยาที่จริงแท้ เพื่อรับรู้ความคิดความรู้สึกต่อกันอย่างตรงไปตรงมา จะได้ไม่ต้องมีประเด็นติดค้างกันภายหลัง

ทีนี้ก็มาสู่เนื้อหาที่จะพูดที่ควรเตรียมให้ชัดว่าประเด็นหลัก ๆ ที่ต้องการจะบอกมีอะไรบ้าง และลองเช็คกับตัวเองว่าสิ่งที่จะพูดนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายแล้วหรือยัง ถ้ายังก็ควรลองหาคำอธิบายที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนเพื่อกันความสับสนหลงประเด็น หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนพูดไม่เก่ง ไม่อยากให้ผู้ได้รับสารเห็นว่าคุณประหม่าไม่มั่นใจ คุณก็อาจซ้อมพูดประโยคแรก ๆ ให้คล่อง เพื่อให้การสนทนาไหลลื่น

เมื่อคุณเป็นคนต้องบอกข่าวร้าย คนได้รับสารอาจมองว่าคุณร้ายเหมือนข่าวที่คุณนำมา ยกตัวอย่างเช่น การไล่คนออกจากงาน หลายครั้งที่หัวหน้าที่เคยรักกันมากลับกลายเป็นหัวเน่าเมื่อต้องให้ใครออกไป เมื่อคุณไม่มีเจตนาทำร้ายใคร คุณก็คงต้องเตือนตนเองไว้ถึงจุดยืนในการตัดสินใจของคุณที่ไม่มีเจตนาทำร้ายใคร เช่นผู้บริหารอาจมองว่าการไล่ออกเป็นการรักษาองค์กรโดยรวมไว้มากกว่ามองเป็นเรื่องส่วนตัว

ดร. จูดิธ เมอร์ฟี่ นักจิตวิทยาและโค้ชผู้บริหารระดับสูงแนะนำว่าหากจะบอกข่าวร้าย ให้ “แซนวิช ” ด้วยข่าวดีก่อน คือการใช้โอกาสเพื่อสื่อสารเพื่อชื่นชมข้อดี แล้วค่อยแจ้งข่าวร้าย และจบสุดท้ายด้วยการขอบคุณความพยายามของเขาที่ผ่านมา ซึ่งสูตรแซนวิชนี้สามารถใช้ได้ทั้งการบอกข่าวร้ายทั้งในชีวิตและเรื่องงาน

สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือการเปิดพื้นที่การรับฟังเพื่อความเข้าใจของอีกฝ่าย แม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยก็ตาม บางคนหลงประเด็นว่าหากฟังด้วยความเข้าใจโดยไม่โต้แย้งจะทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเราเห็นด้วย แต่ความเป็นจริงแล้วเราสามารถเข้าใจที่มาที่ไปของการคิดของคนคนหนึ่งโดยที่เราอาจไม่ต้องเห็นด้วยก็ได้ เช่น เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงให้ความสำคัญกับรายละเอียดทำให้งานล่าช้า โดยที่คุณอาจมีจุดยืนในการทำงานอีกแบบก็ได้

หากลองพิจารณาดูในชีวิตประจำวัน คุณอาจพบว่าคุณจำเป็นต้องเลือกตัดสินใจบางอย่างตรงข้ามกับความต้องการของอีกฝ่าย ข่าวร้ายไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่บางครั้งถูกละเลยไม่ได้ให้ความสำคัญจนกลับมาบั่นทอนสัมพันธภาพระหว่างกัน จะดีกว่าไหมหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำให้ข่าวร้ายไม่ร้ายกาจอย่างที่เป็น
 




เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
โค้ชผู้บริหาร

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน : ฉันมีข่าวร้ายมาบอก
ฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2562