uploaded/content/201903/1552551361.6264-jpg

บริหารคน บริหารงาน : จริงหรือไม่ที่คุณไม่สามารถไม่สื่อสารได้

อ่านทวนอีกรอบก็ได้นะคะ คุณอ่านไม่ผิดหรอกค่ะ “ไม่สามารถที่จะไม่สื่อสาร 

คุณเคยอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ไหมคะ คุณรู้สึกลำบากใจที่จะสื่อสารอะไรออกไปตรง ๆ คุณจึงเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย คุณรู้สึกอย่างหนึ่งแต่เลือกที่จะพูดไปอีกอย่าง หรือคุณอยากควบคุมอารมณ์และวาจาแต่ก็เผลอน๊อตหลุดไปบางที

ดังนั้น “เราจึงไม่อาจที่จะไม่สื่อสารได้ ” ซึ่งประโยคดังกล่าวนี้ดิฉันไม่ได้คิดเองเออเอง แต่กลั่นจากข้อค้นพบจากงานวิจัยของ Paul Watzlawick ผู้คิดค้นทฤษฎีความจริงแห่งการสื่อสาร เขาได้ค้นคว้าวิจัยเพื่อทำความเข้าใจการสื่อสารของมนุษย์ เพื่อนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความจริงแห่งการสื่อสารของ Watzlawick เหมือนจะเป็นการเล่นคำ แต่มีประโยชน์ลึกซึ่งไม่ใช่เล่น นำมาซึ่งข้อคิดอะไรแก่เราบ้าง

ประการแรกคือ การหลีกเลี่ยงที่จะไม่สื่อสารเป็นการยืดระยะเวลาที่จะเผชิญหน้า แต่ไม่ได้ทำให้การสื่อสารจบลง กลับจะทำให้อีกฝ่ายตีความไปเองต่าง ๆ นานาจนเลยเถิดไปได้ ผู้นำบางคนไม่กล้าที่จะให้ความคิดเห็นสะท้อนกลับลูกน้องตรง ๆ เพราะกลัวจะเสียความสัมพันธ์ การทำตัวเหินห่างอาจทำให้คนเข้าใจผิดไปว่าเป็นวิธีการค่อย ๆ ตัดความสัมพันธ์ก็เป็นไปได้

ประการที่สอง การสื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำพูด ดั่งที่ศาสตราจารย์ Albert Mehrabian จาก UCLA ได้คิดค้นสูตรการสื่อสาร 7-38-55 คือ ในการสื่อสารทั้งหมด คำพูดของเรามีน้ำหนัก 7% น้ำเสียง 38% และภาษากาย 55%

จึงอาจกล่าวได้ว่าแม้ว่าคุณเลี่ยงที่จะไม่สื่อสาร กิริยาท่าทางของคุณหรือแม้แต่การที่คุณตั้งใจหลบหน้าใคร ก็เป็นการสื่อว่าคุณไม่พร้อมหรืออึดอัดกับสถานการณ์นั้น ๆ แต่หากว่าคุณพยายามจะพูดออกไปให้นิ่มนวลที่สุดขณะที่ใจคุณยังครุกรุ่นอยู่ น้ำเสียงแห่งความขุ่นใจข้างในก็มีโอกาสเล็ดลอดออกมาได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว

ประการสำคัญคือ การสื่อสารที่เห็นจากภายนอกนั้นสะท้อนภาวะภายในบางอย่างในตัวเราในระดับความรู้สึกตัว จะถึงระดับจิตใต้สำนึก เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เราจำเป็นต้องย้อนกลับมาสะท้อนคิดในตัวเองเสมอว่าแท้จริงแล้ว เรารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร เพื่อเกิดความชัดเจนภายในก่อน

หากคุณมีเรื่องที่คุณไม่อาจสื่อสารออกไปได้ นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะกลับมาสื่อสารกับตนเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อน เช่น คุณอาจไม่พอใจใครสักคนที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจคุณ แต่คุณเองไม่กล้าบอกออกไป เพราะกลัวจะเสียความสัมพันธ์

จากสถานการณ์นี้คุณสามารถเริ่มต้นกลับมารับรู้ตนเองก่อนว่าคุณรู้สึกหงุดหงิดหรือโกรธ โดยที่คุณยอมรับความรู้สึกนั้นให้เป็นธรรมดา เหมือนที่คุณมองคลื่นเข้าหาฝั่ง เห็นกระแสความโกรธแต่ไม่ได้ไปหงุดหงิดตัวเองซ้ำที่ยังโกรธ คือไม่ต้องไปลงแหวกว่ายในคลื่นให้หมดแรงไปเสียก่อน

คุณเคยเห็นใครตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ฉันไม่ได้โกรธหรอก ” (เสียงสูงปรี๊ด) หรือเปล่าคะ นั่นแหละค่ะ เขากำลังโกรธแต่ไม่รู้สึกตัวว่าโกรธ ทำให้คำพูดกับน้ำเสียงไม่สอดคล้อง คนรอบตัวล้วนได้รับสารเดียวกันว่าเขากำลังโกรธมาก และเขาก็อาจเผลอฟาดงวงฟาดงาไปทั่วในแบบที่เขาไม่ได้เจตนาก็เป็นไปได้ คุณคงไม่อยากให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณใช่ไหมคะ

การกลับมาตระหนักรู้จึงเป็นด่านสำคัญก่อนวิธีการสื่อสารเสียอีก เพราะหากคุณไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน คุณก็อาจไม่รู้ตัวว่าคุณได้สื่อสารอะไรออกไป และอาจไม่รับรู้ว่าคนข้างคุณเข้าใจคุณไปอย่างไร

หากคุณสามารถยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว คุณก็จะสามารถมีกำลังที่จะเข้าใจตนเองได้ต่อว่า ที่คุณ “ไม่พอใจ ” นั้น มีอะไรที่ยัง “ไม่พอดี ” คือคุณต้องการให้อีกฝ่ายเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้น หรือทำสิ่งใดให้เกิดขึ้น จากนั้นคุณจึงสามารถเลือกวิธีการสื่อสารได้ว่าคุณจะสื่อสารออกไปอย่างไรให้คนข้างหน้าเข้าใจตรงกับคุณ

สูตรลับแบบไม่กั๊กของการฝึกความตระหนักรู้ในการสื่อสารคือ การหมั่นลองสังเกตตัวเองดูว่าเราสื่อสาร “อย่างไร ” แทนที่จะโฟกัสว่าเราสื่อสาร “อะไร ” เพียงแค่นี้คุณก็จะได้ยินได้เห็น “สาร ” ที่คุณเคยคิดว่าคุณไม่ได้สื่อออกไป แทนที่จะกลบไว้โดยไม่ตั้งใจเหมือนเคย
 




เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
โค้ชผู้บริหาร
บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน : จริงหรือไม่ที่คุณไม่สามารถไม่สื่อสารได้
ฉบับวันที่ 10 มีนาคม 2562