uploaded/content/201901/1548230320.0892-jpg

บริหารคน บริหารงาน: งานยุ่งคือสัญญาณของความขี้เกียจ ?

ทิม เฟอร์ริส นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยหนุ่มด้วยการใช้เวลาทำงานน้อยแต่ได้ผลมาก ได้เขียนหนังสือขายดีติดอันดับนิวยอร์คไทม์ ชื่อ “The 4 hour workweek ” กล่าวว่า “งานยุ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของความขี้เกียจ คือขี้เกียจคิดแยกแยะงานว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ ! 

คุณเป็นคนหนึ่งที่เข้าข่ายนี้หรือไม่…ทำงานที่ไม่สำคัญ ไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุด ยิ่งทำไปยิ่งไม่เห็นความหมายในงานนั้น ทำไปทำมา กลับอยู่ในสภาพงานล้นมือ ตกเป็นเบี้ยล่างของงานกับเวลา วนเวียนอยู่ในวังวนของงานที่เกือบถึงเป้าแต่ก็ไม่เคยถึงซะที

ลองสำรวจดูนะคะว่า คุณกำลังอยู่ในสภาพงานท่วมตัวหรือไม่ ด้วยงานที่ถาโถมเข้ามา คุณเริ่มรู้สึกว่าคุณทำงานให้เสร็จไปวันต่อวัน ทำงานไปตามหน้าที่ และแล้วคุณก็มาถึงจุดที่คุณตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เอ๊ะนี่ฉันทำงานนี้ไปทำไมกัน 

แน่นอนคนเราให้ความหมายในการทำงานแตกต่างกัน แต่คนส่วนใหญ่ที่ตั้งใจทุ่มเทกับงาน ย่อมต้องการผลสำเร็จสุดยอดในงานของตัวเอง เกือบทั้งนั้น และหากสัมภาษณ์คนที่มุ่งเป้าสู่ความสำเร็จเหล่านี้ ก็จะพบว่าพวกเขาล้วนมีแผนในใจอยู่เดิมแล้วว่าเขาควรต้องทำอะไรบ้างที่จะทำ ให้ตนเองเดินถึงเป้าหมายที่วางไว้

ไมเคิล พอร์เตอร์ นักวางกลยุทธระดับโลก ได้กล่าวไว้ว่า ความแตกต่างที่สำคัญของคนที่ได้เดินไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าคนที่ยังเดินวนอยู่ คือ พวกเขารู้จักเลือก “ทิ้งอะไร มากกว่า ทำอะไร ” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของกลยุทธทั้งมวล การมีแผนงานมากมายอาจไม่ใช่กลยุทธที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่กลับเป็นการทำน้อยแต่ได้มากต่างหากที่เป็นเคล็ดของวิชากลยุทธทุกสำนัก

หากคุณใช้กลยุทธนี้ ไม่แน่คุณอาจไม่ต้องเสียเวลาศึกษาโมเดลกลยุทธร้อยแปดให้วุ่นวาย เพียงโฟกัสงานที่สำคัญและเป็นประโยชน์สูงสุด ปฏิเสธงานบางงาน เพื่อที่จะได้ทำงานที่สำคัญกว่า อาจพลิกให้งานยุ่งกลายเป็นงานเยี่ยมก็เป็นไปได้

เพื่อที่จะช่วยให้คุณสลัดความยุ่ง และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันได้รวบรวมคำถามที่โค้ชผู้บริหารมักใช้ถามเพื่อช่วยจัดระบบความคิด ทางกลยุทธไว้ 3 หมวดง่าย ๆ คือ

คำถามชุดแรก งานอะไรที่ควรทิ้ง งานอะไรที่ควรทำ คำถามนี้จะช่วยให้คุณได้หมั่นตรวจสอบตนเองเพื่อลงทุนลงแรงกับงานที่จะได้ผลตอบแทน กลับมาสูงสุด และพิจารณาลดงานที่คุณแบกไว้จนทำให้คุณเดินช้าหรือวนเวียนไปไม่ถึงจุดหมาย

ชุดที่สอง เมื่อใดควรบอกปัด เมื่อใดควรบอกรับ ในทุกการตอบรับมีการปฏิเสธอยู่เสมอ หมายความว่าเมื่อคุณบอกรับงานหนึ่ง คุณกำลังเสียโอกาส โฟกัสอีกงานหนึ่ง การที่คุณหมั่นถามตนเองในใจก่อนรับปากใคร จะทำให้คุณคำนึงว่าหากคุณบอกรับหรือบอกปัด จะมีผลกระทบถึงงาน และเวลาทางใดทางหนึ่ง การชะลอเพื่อถามตนเองก่อนตอบไปแบบอัตโนมัติ จะช่วยให้คุณได้ดึงตัวเองเพื่อหันมามองให้แน่ใจว่า คุณได้เลือกรับหรือ ปฏิเสธโดยสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่

คำถามชุดสุดท้าย นิสัยอะไรที่ควรเลิก นิสัยอะไรที่ควรสร้าง บางทีความคิดแบบเดิม ๆ หรือสิ่งที่คุณทำจนคุ้นชินที่นำพาคุณมาถึงวันนี้ อาจใช้ไม่ได้ในเส้นทางในอนาคตข้างหน้าอีกต่อไป บางคนใช้กลยุทธทำงานหนักเข้าไว้เพื่อแลกกับความสำเร็จ จนลืมกลับมาทบทวนว่าสูตรทำงาน หนักอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเห็นสัญญาณว่ายิ่งทำงานเยอะขึ้นยิ่งเหนื่อยขึ้นยิ่งทำให้ไปช้าลง อาจถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาถามตัวเอง ว่าแบบแผนการทำงานแบบไหนที่จะเหมาะกับความสำเร็จในปัจจุบัน และอนาคต มากกว่ายึดติดกับสูตรความสำเร็จเดิม ๆ ที่หมดอายุแล้ว

คำว่า “ดี  ” กับ “สุดยอด ” นั้นให้ความรู้สึกต่างกันสิ้นเชิง มีผู้คนมากมายที่ทุ่มเทลงแรงและเวลาเท่ากันกลับได้ผลลัพธ์ต่างกัน คุณอยากจะเลือกรับ ผลดี ” หรือ “สุดยอด ” ขึ้นกับมุมมองและการคิดตัดสินใจเลือก “ทิ้ง ” เพื่อที่จะได้ “ทำ ” สิ่งสำคัญและมีความหมายกว่าการทำงานไปวัน ๆ คุณจะได้ยุ่งให้ถูกจุด ยิงให้ถูกเป้า มาขยันแบบขี้เกียจ คือทำน้อยและได้มาก ดีกว่าทำมากแต่ได้น้อยจริงไหมคะ





เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
ผู้อำนวยการด้านบริหารธุรกิจ
สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์ บริหารคน บริหารงาน: งานยุ่งคือสัญญาณของความขี้เกียจ ?
ฉบับวันที่ 13 มกราคม 2562