uploaded/content/201901/1548738623.5657-jpg

บริหารคน บริหารงาน : คนขอบสนาม

เหตุใดพ่อแม่บางคนมักบ่นว่า “เดี๋ยวนี้สอนลูกไม่ได้แล้ว”

เคยไหม...ที่คุณเองก็รู้ดีว่าคุณอาบน้ำร้อนมาก่อน เห็นปัญหาของคนใกล้ตัวก็สามารถตีโจทย์แตกทะลุปรุโปร่ง แต่กลับช่วยให้เขารู้ในแบบที่คุณรู้ไม่ได้

เสาร์ที่ผ่านมาดิฉันได้ไปยืนขอบสนามเชียร์ลูกสาวแข่งฟุตบอลมา ได้สังเกตว่าเวลาเรายืนอยู่ขอบสนาม มักมองเห็นโอกาสและช่องทางทำประตูนับครั้งไม่ถ้วน แต่คนเตะเองกลับมองไม่เห็น ดิฉันเชื่อว่าผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ขอบสนามต่างก็เดาเกมส์ออกแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

ดิฉันจึงกลับมาสะท้อนใจว่าคนทำงานก็เช่นกัน แม้ว่าจะมีหัวหน้าที่รู้งานดีมีประสบการณ์มาชี้ทาง เมื่อลงไปลุยในสนามต้องเผชิญกับงานหลายหน้า ในช่วงขณะหนึ่งที่ต้องตัดสินใจก็ได้แต่ก้าวเดินตามที่ถนัดและตามกำลัง หัวหน้าบอกให้ไปซ้าย บางทีกลับต้องไปขวา อยากจะทำตามที่หัวหน้าบอกแต่ก็ทำไม่ได้

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น...

เป็นไปได้ไหมคะว่าเพราะความรู้ไม่ใช่วัตถุ แม้ว่าเรามีความรู้เป็นสมบัติและปรารถนาจะส่งต่อให้คนอื่น ก็ไม่มีวันที่จะไปถึงเขาหากเขาไม่ยินดีรับมัน หรือแม้ว่าเขายินดีรับมา เขาก็ไม่อาจใช้สมบัตินั้นได้ เพราะความรู้เป็นของเฉพาะตนที่ต้องเกิดจากการบ่มเพาะความเข้าใจก่อน จึงจะเก็บเกี่ยวเอาผลแห่งความเข้าใจ จนกลายมาเป็นความรู้ที่อยู่ในตัวเองที่เหมาะพอดีมือถึงจะหยิบจับจะดึงออกมาใช้ได้ถนัดตามต้องการ

นักกีฬาจึงต้องลงสนามเองฝึกซ้อมเองจนเชี่ยวชาญจึงสามารถพลิกเอาความรู้จากการลองผิดลองถูกมาใช้ได้เหมาะกับตนเอง

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าแล้วจะทำอย่างไร หากเราอยากถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่าส่งไปให้ถึงคนใกล้ชิด ไม่ใช่พอรับไปแล้วก็วางทิ้งไว้ตรงนั้น จะทำอย่างไรให้เขาเห็นในมุมที่คุณเห็น เข้าใจในความรู้มากกว่าจำได้แล้วก็ลืมไป

จริงอยู่ที่นักกีฬาจะต้องลงแรงและเวลาเอง แต่จะทำอย่างไรที่จะช่วยย่นระยะเวลาให้ทุก ๆ สนามที่ลงมีความก้าวหน้าไม่ย่ำอยู่กับที่ คำถามนี้เป็นคำถามที่ดิฉันได้ยินบ่อยครั้งจากผู้บริหาร นักการศึกษา หรือแม้แต่จากเพื่อนๆพ่อแม่ขอบสนาม

Jack Mezirow (แจ๊ก เมอซิโรว์) ผู้พัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงด้านใน กล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพมีกระบวนการหลักๆคือ การที่ทำให้ตัวเองเข้าไปมีประสบการณ์ตรงกับเหตุการณ์นั้น และนำบทเรียนที่ได้มาใคร่ครวญด้วยวิจารณญาณ จากนั้นจึงสะท้อนคิดวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์นั้นอีกครั้งจากหลายมุมมอง และนำความรู้ความเข้าใจใหม่จากการใคร่ครวญไปลองลงมือทำอีกครั้ง

สังเกตว่าการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น ผู้ที่จะ“ให้ความรู้”จะต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองเป็น“ผู้เอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้” เริ่มได้จากเช่น ผู้ปกครองหรือหัวหน้าแทนที่จะถ่ายทอดความรู้จากการพร่ำสอนหรือแนะนำจากประสบการณ์ของตนเอง จะเปลี่ยนมาเป็นผู้ที่ให้โอกาสหรือมองหาสนามเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงมากขึ้น หลังจากลงสนามจึงหมั่น“ถามคำถาม”แทนที่จะ“ให้คำตอบ”เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทบทวนและคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ จนเกิดเป็นทักษะการคิดวิเคราะห์มากกว่าการจำ

นอกจากนี้ผู้ให้ความรู้จะแปรเปลี่ยนตนเองเป็นกระจกใสเพื่อสะท้อนมุมหลากหลายให้เกิดความตระหนักรู้รอบด้าน จนเกิดการมองเห็นตนเองทั้งในจุดบอดและจุดสว่าง ยอมรับจุดเด่นจุดด้อยของตนเองได้จึงจะสามารถพัฒนาตนเองต่อยอดจากการสะท้อนตนเอง ซึ่งต่างจากบทบาทเดิมที่หัวหน้าหรือผู้ปกครองเป็นออกใบสั่งว่าต้องเสริมด้านไหนพัฒนาอะไร หรือชี้ว่าจะต้องเดินซ้ายหรือเดินขวา

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ โค้ช ครู หัวหน้า ผู้บริหาร ที่มองเห็นว่าการสอนแบบเก่าใช้ไม่ได้แล้ว หากต้องการให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง การทำตัวเป็น“คนขอบสนาม”อาจเป็นทางออกหนึ่งของคุณ ปล่อยให้ผู้เล่นได้เกิดกระบวนการเรียนรู้เอง เพื่อให้ความเข้าใจกลายเป็นความรู้เฉพาะตน ที่จะไม่หลงลืมไม่แม้ว่าเกมส์จบลง เปลี่ยนตัวเองจากผู้รู้แต่ไม่มีคนอยากรับ เป็นผู้เอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บอลเข้าประตูจากขอบสนามโดยที่คุณไม่ต้องลงสนามเอง





เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร
ผู้อำนวยการด้านบริหารธุรกิจ
สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์
คอลัมน์​ บริหารคน บริหารงาน : คนขอบสนาม
ฉบับวันที่ 27 มกราคม 2552