uploaded/content/201901/1546854692.7825-jpg

คอลัมน์ เอชอาร์ คอร์เนอร์ : การเรียนรู้ในอนาคต

ปีหนึ่งผ่านไป ไวเหมือนโกหก เรื่องที่สร้างความฮือฮามาตลอดปี 2018 คือการลุกคืบของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาสู่โลกแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาคน ทุกวันนี้มีคำแปลกๆ ใหม่ๆ ที่หลายปีก่อนไม่เคยได้ยิน เช่น Gamification, Micro Learning, Mobile Coaching, Learning Technologist เป็นต้น

ช่วงที่ผ่านมากระแสการปลดและลดคนขององค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศดังเป็นพลุแตก สร้างความตระหนกตกใจให้คนทำงานยิ่งนัก คนที่อยู่ไม่ได้ถูกให้ออกไป ก็ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนพัฒนาตนเองเพื่อไขว่คว้าหาโอกาสใหม่ๆ ที่อาจจะมาถึง ส่วนคนที่ยังอยู่ก็ใช่ว่าจะสบาย ไม่ได้นั่งตีพุง ทำงานชิล ๆ ไปวัน ๆ อีกต่อไป ต่างต้องขวนขวายหาความรู้และฝึกฝนทักษะใหม่ๆ เพื่ออยู่รอดให้ได้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกราก

ข้อมูลจาก Udemy for Business ซึ่งเป็นสถาบันที่ให้บริการด้านการพัฒนาบุคลากรผ่านหลักสูตรต่าง ๆ มากมายบนช่องทางออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายสาขาได้พูดถึงแนวโน้มการเรียนรู้ในอนาคตไว้ 4 ประการด้วยกัน

การเรียนรู้ตามหลักสูตรมาตรฐานจะหมดไป การเรียนรู้แบบใหม่ที่เน้นความต่อเนื่องและเนื้อหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ จะเข้ามาแทนที่ - สมัยก่อนองค์กรหลายแห่ง กำหนดทางเดินในการพัฒนา (Learning Roadmap) ที่ชัดเจนให้กับบุคลากรแต่ละระดับ โดยกำหนดว่าระดับไหนควรต้องเรียนเรื่องใด แนวทางแบบนี้เริ่มล้าสมัยแล้ว เพราะสถานการณ์ภายนอกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญเร็วมากด้วยดังนั้นหัวข้อที่ถูกกำหนดไว้ว่าต้องเรียน อาจตกยุค (Obsolete) ทันทีที่กำหนดเสร็จ

แนวทางการเรียนรู้ในปัจจุบันจึงไม่ใช่ “เสื้อโหล ”​ (One size fits all) อีกต่อไป หากแต่เป็นการออกแบบและตัดเย็บให้ตรงกับความต้องการเฉพาะตัว

จากข้อมูลของ Udemy ที่เก็บสถิติผู้เข้าเรียนผ่านทางเว็ปไซต์ของสถาบันรวมทั้งสิ้นประมาณ 18 ล้านคนพบว่าเนื้อหาที่เลือกเรียนมีความแตกต่างกัน ไปตามลักษณะงานและความต้องการขององค์กร แต่ที่น่าสนใจคือผู้เรียนส่วนใหญ่ สนใจเรียนต่อเนื่องมากกว่าเรียนเรื่องเดียวแล้วจบไป เช่น

ผู้ที่เริ่มต้นเรียนเรื่องภาวะผู้นำ (Leadership) มักเรียนต่อเรื่องการสื่อสาร (Communication) ทักษะการบริหารจัดการ (Management Skills) ทักษะการพัฒนาตนเอง (Personal Development) และทักษะการโน้มน้าว (Influencing Skill) ในขณะที่ผู้เรียนที่เริ่มต้นเลือกเนื้อหาเกี่ยวกับการตลาด ก็จะเรียนต่อเรื่อง Digital Marketing, Marketing Strategy และ Online Marketing เป็นต้น

การเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Learning) มีมากขึ้น เพราะพนักงานต้องการเรียนรู้จากที่ไหนและเมื่อไร ก็ได้ – จากสถิติพบว่าปัจจุบัน 75% ของผู้ใช้โทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนดูวิดีโอผ่านมือถือ และเชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทำให้ตัวเลขการดูวิดีโอผ่านมือถือเพิ่มสูงขึ้นเป็น 80-85% เลยทีเดียว ดังนั้นทั้งเนื้อหาและวิธีการถ่ายทอดจำเป็นต้องปรับให้เข้ากับยุคและสมัยที่เปลี่ยนไป

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Udemy พบว่าผู้เรียนมากกว่าครึ่ง นิยมดาวโหลดเนื้อหาของหลักสูตรต่างๆ ไว้บนมือถือของตนเพื่อเรียกดูในระหว่างเดินทาง หรือในสถานที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต โดยในปี 2016/17 พบว่าอัตราการดาวโหลดข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ เติบโตถึง 286% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่การเรียนรู้แบบออนไลน์ ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยในปี 2016/17 มีอัตราการเติบโต 50% ในขณะที่ปี 2015/16 โตเพียงแค่ 7% เท่านั้น

แนวทางการเรียนรู้ที่หลากหลายจะช่วยตอบสนองความต้องการเรียนรู้ของคนทั้ง 4 รุ่น - ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มีคนอย่างน้อย 3 รุ่นทำงานร่วมกัน (Baby Boom, Gen X และ Gen Y) บางองค์กรพิเศษหน่อย อาจมีครบทั้ง 4 รุ่น (เพิ่ม Gen Z) ซึ่งคนแต่ละรุ่นมีจริตในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน Gen Y และ Gen Z เกิดมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และโซเชียลมีเดีย

ดังนั้นการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ (Informal Learning) ผ่านออนไลน์แพทฟอร์ม อย่างเช่น Mobile Learning หรือ Micro Learning เหมาะกับพวกเขามากที่สุด ซึ่งต่างจากพวก Baby Boom ที่ยังพอใจที่จะเรียนอย่างเป็นทางการ (Formal Training) ผ่านอาจารย์ในห้องเรียนมากกว่า ส่วนคน Gen X ออกแนวลูกผสม เรียนได้หลากหลายวิธีแต่เริ่มให้ความสนใจมากขึ้นกับการเรียนรู้แบบเป็นทางการที่ตัดเย็บเฉพาะตัว อย่างเช่น One-on-one Coaching เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการให้ตรงจุดองค์กรควรเปิดกว้างให้มีช่องทางการเรียนรู้ที่หลากหลายเหมาะกับจริตของคนแต่ละวัย โดยออกแบบเนื้อหาและวิธีการสอนให้เหมาะสมด้วย

ต้องให้ความสำคัญกับทักษะทั้งด้าน Hard Skills และ Soft Skills อย่างสมดุล - ในอดีต ทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง (Hard Skills) เช่น ทำงานบัญชี ต้องมีความรู้เรื่องการลงบัญชี ทำงานทนายความ ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมาย เป็นต้น ได้รับการให้ความสำคัญมาก จนกระทั้งลืมฝั่งที่เป็นทักษะเสริม (Soft Skills) อย่างเช่น การสื่อสารการเจรจาต่อรอง การเป็นผู้นำและการบริหารจัดการคน เป็นต้น จึงทำให้ยุคปัจจุบัน ทุก ๆ องค์กรต่างเน้นย้ำและให้ความสำคัญค่อนข้างมากกับ Soft Skills แต่สำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง การมุ่งเน้น Hard หรือ Soft Skills อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ไม่ได้อีกต่อไป หน่วยงานที่มีแนวโน้มเน้น Hard Skills มาก ๆ อย่างเช่น วิศวกรรม บัญชีการเงิน งานวิจัยและพัฒนา ฯลฯ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับ Soft Skills มากขึ้น ในขณะเดียวกัน หน่วยงานที่มีแนวโน้มเน้น Soft Skills มากหน่อย เช่น การขายและการตลาดงานประชาสัมพันธ์ งานบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น ก็ต้องหันไปให้ความสนใจกับ Hard Skills อย่างเรื่องเทคโนโลยี และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เป็นต้น เพิ่มขึ้นด้วย

โลกเปลี่ยนไปแล้ว ถึงเวลาที่แนวทางการเรียนรู้ ต้องปรับตาม !





อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
ผู้ก่อตั้ง
สลิงชอท กรุ๊ป
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ เอชอาร์ คอร์เนอร์ : การเรียนรู้ในอนาคต
ฉบับวันที่ 5 มกราคม 2562